จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อธนาคารหลับหูหลับตาปล่อยให้คนกู้ซื้อบ้านโดยไม่ตรวจสอบประวัติ จากนั้นก็ใช้เครื่องมือแปลงเป็นหลักทรัพย์ไปขายให้คนอื่นต่อ และส่งต่อกันไปอีกหลายทอด คนก็ซื้อกันต่อด้วยความมั่นใจว่า “ตลาดบ้านจะไม่มีวันล้ม”
เหตุการณ์นี้อยู่ในหนังเรื่อง The Big short ซึ่งเล่าถึงช่วงวิกฤตซับไพรม์ ปี 2008 เป็นจุดกำเนิดทำให้โลกได้รู้จัก Michael Burry นักลงทุนผู้เป็นตำนานชาวสวน
ปกติธนาคารจะปล่อยกู้ให้คนที่มีประวัติการเงินดี แต่ในช่วงนั้นธนาคารในสหรัฐฯ ไปปล่อยกู้ให้คนที่มีประวัติการเงินแย่ ไม่มีงานทำ หรือไม่มีรายได้แน่นอน เรียกว่าเป็นสินเชื่อซับไพรม์ (หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ)
สาเหตุที่ธนาคารปล่อยให้คนกลุ่มนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็มีจากความมั่นใจว่า “ตลาดบ้านจะไม่มีวันล้ม” เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจกำลังร้อนแรงหลังผ่านวิกฤตดอทคอม
ต่อให้ปล่อยไปแล้วเป็นหนี้เสีย ก็ยังมีบ้านค้ำประกันอยู่ และราคาของบ้านก็พอที่มาทดแทนหนี้เสียได้
อีกส่วนคือ ธนาคารมองว่า ถ้าปล่อยกู้อย่างเดียวก็จะได้กินแค่ดอกเบี้ยและเงินต้นคืนในแต่ละงวด กว่าจะได้ครบก็ใช้เวลา 15-30 ปี จึงตั้งใจว่าจะใช้เครื่องมือแปลงเป็นหลักทรัพย์เพื่อขายให้นักลงทุนต่อไป
แบบนี้ธนาคารก็จะได้ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ และไม่ต้องรับความเสี่ยงที่กลุ่มซับไพรม์จะเบี้ยวหนี้เอง
เริ่มจากการมัดรวมสินเชื่อบ้านทั้งกลุ่มดีและแย่ แปลงเป็นตราสารหนี้ไปขายให้นักลงทุน
เครื่องมือนี้เรียกว่า Mortgage-Backed Securities (MBS) หรือ ตราสารหนี้ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน
แต่เวลาต่อมา MBS เริ่มขายไม่ออก เพราะไส้ในมีแต่มีแต่สัญญากู้บ้าน และมีขยะรวมกันอยู่เยอะเกินไป ยังไม่ดึงดูดใจนักลงทุนมากพอ
ธนาคารก็เลยปรับใหม่ นำ “หนี้” หลายประเภทมามัดรวมกัน แล้วแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็นชั้นๆ เพื่อให้ดูล่อตาล่อใจนักลงทุนมากขึ้น
จากเดิมที่มีแค่หนี้บ้านอย่างเดียวกลายเป็นหนี้แทบทุกชนิด เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อรถยนต์ หนี้ภาคธุรกิจ หรืออาจเป็น MBS หลายกองมายัดรวมกันอีกที
เครื่องมือนี้เรียกว่า Collateralized Debt Obligation (CDO) หรือ ตราสารหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน
CDO มีจุดขายคือการนำหนี้หลายอย่างมารวมกัน เสนอขายผลตอบแทนได้สูงกว่าพันธบัตรทั่วไปและ MBS และได้อันดับสถาบันจัดอันดับที่ดีกว่า ทำให้เข้าเกณฑ์ที่กองทุนใหญ่ๆ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ สามารถเข้ามาซื้อได้
อย่างไรก็ดี Burry ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้จัดการกองทุน Scion Capital ไม่เชื่อในสิ่งเหล่านี้ และลงรายละเอียดหาข้อมูลด้วยตัวเอง ไล่อ่านหนังสือชี้ชวนของตราสารหนี้ MBS เป็นปึกใหญ่หลายร้อยหรือหลายพันหน้า
Burry พบว่า กองหนี้ที่ได้อันดับดีๆ มีกองทุนเข้ามาซื้อมากมาย กลับมีไส้ในเป็นขยะอยู่เยอะมาก เพราะมีสินเชื่อที่ธนาคารปล่อยให้กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำอยู่ข้างใน แค่มาจัดเรียงใหม่ให้ดูดีเท่านั้น
นอกจากนี้ยังเห็นว่าสัญญาเงินกู้บ้านส่วนใหญ่จะเป็นแบบดอกเบี้ยช่วง 2 ปีแรกยังถูกมาก แล้วไปปรับขึ้นทีหลัง ซึ่งเป็นเพราะธนาคารจัดข้อเสนอล่อใจให้คนมากู้
Burry คำนวณแล้วว่า ในปี 2007 ดอกเบี้ยในสัญญาจำนวนมากจะดีดตัวขึ้นตามเงื่อนไขของการกู้ และเมื่อถึงเวลานั้น คนกู้จะจ่ายไม่ไหวและจะเกิดการเบี้ยวหนี้
เมื่อมั่นใจในข้อมูลที่วิเคราะห์มาเองแล้ว Burry ได้เข้าไปติดต่อหาสถาบันการเงินรายใหญ่หลายราย เช่น Goldman Sachs, Deutsche Bank และ Bank of America ให้ออกเป็นเครื่องมือที่จะได้เงินเมื่อตลาดล้ม
เครื่องมือนี้เรียกว่า Credit Default Swap (CDS) หรือ สัญญาแลกเปลี่ยนการผิดนัดชำระหนี้
CDS คือการทำสัญญาระหว่างสองฝ่ายคล้ายกับ “ประกัน” ผสม “การพนัน” ว่าจะมีการเบี้ยวหนี้เกิดขึ้นหรือไม่
ฝ่ายซื้อ CDS ต้องจ่ายค่าเบี้ยไปเรื่อยๆ เหมือนคนซื้อประกัน ส่วนฝ่ายขายก็มีหน้าที่จ่ายเงินเคลมเมื่อสิ่งที่พนันกันไว้เกิดขึ้นจริง เหมือนบริษัทประกัน
แต่ CDS ต่างกับประกันตรงที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหนี้หรือถือตราสารนั้นอยู่ ก็สามารถทำสัญญากันได้
ลองนึกภาพว่า ถ้าเป็นการซื้อประกันปกติ เช่น ประกันอัคคีภัยบ้าน คือต้องซื้อให้บ้านตัวเองหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับเจ้าของด้วยเท่านั้น ถึงจะซื้อได้
แต่สำหรับ CDS จะซื้อให้ใครก็ได้ เช่น ซื้อประกันอัคคีภัยบ้านให้กับบ้านคนอื่น ซึ่งไม่ใช่ญาติกัน ไม่ได้ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องอะไรกันเลย แต่ไปแช่งให้บ้านหลังนั้นเกิดไฟไหม้เพื่อได้เงินเคลม
ตอนแรกที่ Burry เข้าไปหาธนาคารเพื่อให้ออก CDS ส่วนใหญ่ได้เสียงหัวเราะเยาะกลับมา บ้างก็ว่าเป็นบ้าไปแล้วถึงกล้าแทงสวนตลาดบ้านและเศรษฐกิจของประเทศ
สุดท้ายธนาคารก็ออก CDS ขายให้ Burry เพราะเชื่อว่าตลาดบ้านไม่มีวันล้มอยู่แล้ว จะได้กินค่าเบี้ยไปเรื่อยๆ หรือบางรายก็นำไปขายต่อให้นักลงทุนรายอื่นอีกทอด
สิ่งนี้ทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างไปไกลกว่ามูลค่าบ้านจริงๆ หลายเท่าตัว เพราะธนาคารนำไปขายต่ออีกหลายทอด ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
ในที่สุดสถานการณ์ก็เริ่มเป็นไปตามที่ Burry คิดไว้ เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง จาก 1% ไปถึงระดับ 5.25% อีกทั้งสัญญาเงินกู้ซื้อบ้านยังเป็นแบบลอยตัว ทำให้ค่างวดบ้านโดดขึ้นจนหลายคนเริ่มจ่ายไม่ไหว
เมื่อเป็นยุคดอกเบี้ยขาขึ้น คนจะขายบ้านก็ขายไม่ออก หรือขายไปก็ขาดทุน จะผ่อนต่อเองก็ไม่ไหวแล้ว ทางออกเดียวของคนที่กู้บ้านอยู่ก็คือ “เบี้ยวหนี้”
ความพินาศก็ลามไปสู่ตราสารต่างๆ กลายเป็นกระดาษเปล่าที่ไม่มีมูลค่า เพราะตามเก็บเงินค่างวดไม่ได้
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลาย และ AIG ต้องรอรัฐบาลมาอุ้ม เพราะต้องจ่ายเงินชดเชย CDS ให้กับคนอย่าง Burry
ตำนานชาวสวนของ Burry จึงเกิดขึ้นได้เพราะวิกฤตครั้งนั้น
แล้วในประเทศไทยมีการใช้เครื่องมือทางการเงินแบบในหนัง The Big Short กับการปล่อยกู้บ้านหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่มี เพราะไทยมีการควบคุมที่เข้มงวดผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือถ้าทำแล้วอาจไม่ได้ค่าธรรมเนียมมากพอที่จะคุ้มทุน เพราะตลาดรองไม่ได้มีผู้เล่นมากมายเหมือนอย่างในสหรัฐฯ
ธนาคารไทยจึงถือหนี้บ้านไว้เอง กินดอกเบี้ยและเงินต้นไปเรื่อยๆ จนครบสัญญา ทำให้ต้องคัดกรองลูกค้าอย่างเข้มงวด
ต่างจากธนาคารของสหรัฐฯ เหมือนในหนัง ที่มุ่งปล่อยกู้ให้ได้มากที่สุด เพราะตั้งใจจะแปลงหนี้เป็นตราสารเพื่อขายให้คนอื่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


