จีนผลิต อเมริกาใช้ ส่วนไทยกำลังหายไปจากสมการ

เนื้อหา

กว่า 30% ของการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังมาจากประเทศจี จนวันนี้จีนมีชื่อเล่นที่หลายคนเรียกแล้วว่าเป็น “โรงงานของโลก”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ดูเยอะนี้อาจไม่ได้สะท้อนถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่ดีนัก

ในงานสัมมนา “K Research ทิศทางเศรษฐกิจไทย 2026” ได้มีการระบุว่า เศรษฐกิจจีนยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน ทั้งการบริโภคภายในประเทศที่ไม่ฟื้นตัว และตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซา

โรงงานจีนทุกวันนี้กำลังอยู่ในภาวะสงครามราคา การขายสินค้าภายในประเทศแทบจะไม่มีกำไร ต้องให้ส่วนลดกับผู้บริโภคอยู่เรื่อยๆ จนเกิดภาวะเงินฝืดในประเทศ

จีนจึงเลือกที่จะเน้นตลาดต่างประเทศมากขึ้น ส่งออกสินค้าจำนวนมากในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งนักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการ “ส่งออกเงินฝืด” (Exporting Deflation) เพื่อให้เศรษฐกิจตนยังคงโตต่อได้

โดยตลาดหลักที่ยังคงมีการบริโภคที่แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 30% ของโลก และเป็นปลายทางสำคัญของสินค้าจีน

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อสูง ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงมีกำลังซื้อและมีความต้องการสินค้าหลากหลายในราคาที่ถูกลง ทำให้สินค้าจีนเป็นที่ต้องการจากราคาที่ถูกและเข้าถึงง่าย

แต่อเมริกาก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี เพราะการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเปรียบเสมือนการสูญเสียเงินออกนอกประเทศ และจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภาคการผลิตในที่สุด

เราจึงเริ่มเห็นข่าวการขู่ที่จะแบนประเทศต่างๆ ที่หากพบว่ามีการ “นำเข้าของจากจีนมาขายต่อ” (Transhipment) หรือทำ Rerouting เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนทุกอย่างได้ทันที เพราะหากทำเช่นนั้น ราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคอาจปรับตัวสูงขึ้นทันทีทันใด จนกระทบต่อประชาชนภายในประเทศมากเกินไป

นี่จึงเป็นภาพใหญ่ที่เรากำลังเห็นจากสองมหาอำนาจโลก

แล้วหันกลับมาที่ประเทศไทย วันนี้เราอยู่ตรงไหน แล้วทำไมคล้ายกับว่าเรากำลังจะหายไปจากสมการนี้

ภาคการผลิตที่เคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลัก (Growth Driver) ของประเทศ กลับมีสัดส่วนในโครงสร้างเศรษฐกิจเล็กลงเรื่อยๆ

โดยสัดส่วนภาคการผลิตต่อ GDP ลดลงจาก 26% ในปี 2019 คาดว่าจะเหลือเพียง 23% ใน 2026

ยอดการผลิตสินค้าในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมหลักก็ลดลงต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือแร่เหล็ก

ซึ่งไทยมีแรงงานในภาคการผลิตมากถึง 6 ล้านคน การลดลงของยอดการผลิตจึงเป็นแรงกดดันต่อประชาชนในประเทศแบบมีนัยยะ

แม้ตัวเลขยอดส่งออกของไทยจะดูดีในช่วงที่ผ่านมา แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่จีนไม่สามารถส่งสินค้าตรงไปยังสหรัฐฯ ได้ จึงต้องมีการ Rerouting หรือส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

สัดส่วนภาคการผลิตต่อการส่งออกรวมของไทยก็ลดลงเช่นกัน จาก 50% เหลือเพียง 40% โดยถูกทดแทนด้วยการนำเข้าสินค้าไปขายต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ไทยเน้นนำเข้าสินค้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนเข้ามาประกอบเล็กน้อย แล้วส่งออกไปอีกที ซึ่งมีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ต่ำ

ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไป และยากที่จะกลับมายืนในจุดเดิมได้

และปัญหาเหล่านี้ก็สะสมมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ค่าแรงของไทยปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
  • เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 ที่ทำให้ต่างชาติมองว่าความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้ยอด FDI (การลงทุนจากต่างประเทศ) ลดลงอย่างมาก
  • ประเทศเพื่อนบ้านมีทั้งแรงงานที่อายุน้อยกว่า ค่าแรงที่ต่ำกว่า และยังมีการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจกว่า
  • และกฎหมายมากมายที่ตั้งใจออกมาเพื่อป้องกันคนในประเทศ กลับกลายเป็นการกีดกันเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และทำให้ไทยขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีพอสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก

ภาพในอนาคตจึงดูไม่สดใสนัก จากปัญหาแรงงานสูงวัย ทักษะแรงงานที่ไม่ได้รับการพัฒนา ต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยอดการบริโภคในประเทศที่เติบโตช้าลงมาก

การคาดหวังพึ่งพาเพียงแค่ภาคบริการเหมือนที่ผ่านมาก็อาจไม่ใช่คำตอบ ดูตัวอย่างได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลงเพียงปีเดียว ก็ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยสะดุดลงได้ทันที

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข ไม่ใช่เพียงแค่หวังเป็น ผู้นำเข้า-ส่งออก ที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับสมการเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไป

การผลักดัน SME และบริษัทขนาดใหญ่ให้สามารถไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ การเสริมสร้าง Know-How และการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนบริษัทเหล่านั้น รวมถึงการดึงเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้สามารถกลับมาแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

โพสต์ที่แนะนำ