Funko ของสะสมยอดนิยม แต่กระแสที่เงียบลง จนมูลค่าหายไป 90% ในสามปี

เนื้อหา

หลายคนคงคุ้นตากับ หุ่นตัวละครน่ารัก หัวโต ตากลมสีดำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่านี้คือ Funko Pop! หนึ่งในคอลเล็กชั่นที่ขายดีที่สุดของบริษัท Funko

ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ดีไซน์ไม่เหมือนใคร และตัวละครที่หลากหลายจากการ์ตูน หนัง วิดีโอเกม ไปจนถึงตัวคนในชีวิตจริง Funko Pop! จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย

หากแต่ถ้าไปดูราคาหุ้นของ Funko ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาหุ้นร่วงจากจุดสูงสุดที่ 26.9 ดอลลาร์ ลงมาถึงจุดต่ำสุดที่ 2.2 ดอลลาร์ต่อหุ้น ในเวลาเพียง 3 ปี มูลค่าหายไปกว่า 90%

เกิดอะไรขึ้นกับ Funko? แล้วเราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสิ่งนี้?

หาคำตอบได้ที่นี่

จุดเริ่มต้นของ Funko


Funko ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดย Mike Becker ในสหรัฐอเมริกา ด้วยเงินทุนเพียง 700 ดอลลาร์ สินค้าชิ้นแรกคือฟิกเกอร์ตัวละครสำหรับมาสคอตร้านอาหารที่ชื่อ Wacky Wobblers ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักสะสมเฉพาะทางเท่านั้น

จุดเปลี่ยนใหญ่เกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อ Becker ขายกิจการให้กับ Brian Mariotti ซึ่งเป็นนักสะสมตัวยง

Mariotti ขยายไลน์สินค้าด้วยการซื้อลิขสิทธิ์จากค่ายการ์ตูนใหญ่อย่าง Marvel, DC Comics และ Disney ทำให้ Funko มีตัวละครที่หลากหลายและกลายเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก

กระแสของ Funko เริ่มขึ้นจริงในช่วงปี 2010-2011 หลังเปิดตัวคอลเล็กชั่น Pop! Vinyl ฟิกเกอร์ตัวละครขนาด 10 เซนติเมตร ที่มีหัวโตสี่เหลี่ยม ตากลมดำ ที่กลายเป็นภาพจำของแบรนด์ไปในที่สุด

ชุดแรกเปิดตัวด้วยตัวละครจาก DC Comics อย่าง Batman และ Superman ทำให้ได้รับความนิยมถล่มทลายในทันที

ฟิกเกอร์ Pop! กลายเป็นของประดับและของสะสมที่พบเห็นได้ทั่วไป ตั้งแต่โต๊ะทำงานไปจนถึงของตกแต่งในบ้าน ด้วยราคาเพียง 8-15 ดอลลาร์ต่อชิ้น

บริษัทมีสโลแกนว่า “Everyone is a fan of something” หรือ “ทุกคนย่อมเป็นแฟนอะไรสักอย่าง” จึงเลือกใช้กลยุทธ์ซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครจำนวนมาก ตั้งแต่ซูเปอร์ฮีโร่ไปจนถึงบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าได้ทุกเพศทุกวัย จนทุกคนต้องเคยมีตัวละครที่ชอบเป็นตัว Funko Pop! อย่างแน่นอน

จนท้ายสุด Funko ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในปี 2017 ด้วยตัวย่อ FNKO ในราคา 8 ดอลลาร์ต่อหุ้น (รวมการแตก Par ในปัจจุบันแล้ว)

บริษัทได้ทำราคาแตะจุดสูงสุดในที่ 27 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2022

แต่เพียงระยะเวลาเพียง 3 ปี ราคาก็กลับลดลงเหลือเพียง 2.2 ดอลลาร์ต่อหุ้นในกลางปี 2025


ช่วงปิดเมือง จาก Tail Wind to Head Wind


วิกฤตปิดเมืองในปี 2020 ทำให้กระแสของสะสมกลับมาเป็นที่นิยม โดย Funko เป็นหนึ่งในของเล่นที่ได้อานิสงส์ไปกับกระแสความนิยมนี้ด้วย

บริษัทมียอดขายในแต่ละไตรมาสเติบโตมากกว่า 100% YoY แบรนด์กลับมาเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดีย

และกำไรก็เติบโตอย่างมากจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ายอดขาย

พร้อมกับช่วงนั้นบริษัทมีการประกาศที่จะทำสินค้า NFT ออกมาขาย และได้จับมือกับ eBay ที่จะเป็น Platform ในการขายสินค้ามือสองให้กับ Funko

ยิ่งเป็นข่าวหนุนให้กระแสของหุ้นโด่งดังขึ้นไปอีก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

แต่แล้วการเติบโตก็กลับเจอสะดุด เมื่อลมส่งเริ่มแผ่วลง

หากไปดูงบการเงินของบริษัทในช่วงปี 2020-2022 จะพบว่านั้นเป็นช่วงที่รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างมาก

2020 รายได้ 652 ล้านเหรียญ

2021 รายได้ 1,029 ล้านเหรียญ

2022 รายได้ 1,322 ล้านเหรียญ

แต่กำไรกลับสะดุดและพลิกเป็นขาดทุนในปี 2022

2020 กำไร 4 ล้านเหรียญ

2021 กำไร 43.9 ล้านเหรียญ

2022 ขาดทุน 8 ล้านเหรียญ

การเติบโตของยอดขายเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 จากที่ก่อนหน้าเห็นการเติบโตระดับ 60-100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ลดลงเหลือเพียง 30%

ปัญหาคือบริษัทได้ลงทุนเพิ่มต้นทุนการจัดการเอาไว้แล้วเพื่อรองรับการเติบโตสูง พอยอดขายไม่เติบโตในระดับเดิม แต่ต้นทุนยังเพิ่มอยู่ ทำให้กำไรก็ปรับตัวลดลง

ยิ่งไปกว่านั้น Funko เป็นสินค้าที่ต้องผลิตไว้ล่วงหน้าก่อนขาย เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามคาด ทำให้สินค้าคงคลังหรือ Inventory ก็บวมขึ้นมา เป็นตัวกดดันกำไรของบริษัทเพิ่มเติมเข้าไปอีก

ซึ่งนั้นเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของกระแสที่หายไป เพราะยอดขายที่เคยเติบโตกลับกลายเป็นลดลง

ในปี 2023 ยอดขายลดลง 17% เหลือเพียง 1,096 ล้านเหรียญ ยิ่งไปกดดันอัตราการทำกำไร ทำให้ปีนั้นบริษัทขาดทุนสูงถึง 154 ล้านเหรียญ

เมื่อผลประกอบการที่เคยเติบโตดีมาตลอดหลายไตรมาส กลับพลิกมาเป็นขาดทุน เราจึงเห็นนักลงทุนจำนวนมากเทขายหุ้นลงมาเป็นจำนวนมาก

เมื่อข้ามเวลามาถึงปัจจุบันยอดขายของ Funko ก็ยังไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้

ยอดขาย 9 เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ 635 ล้านเหรียญ ลดลง 16% และขาดทุนอยู่ที่ 67 ล้านเหรียญ

Funko ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของธุรกิจที่รับประโยชน์จากช่วงของการปิดเมือง ทำให้ทั้งรายได้และกำไรเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

แต่เมื่อลมหนุนเริ่มหายไป ความนิยมไม่เหมือนเดิม ผลประกอบการของธุรกิจก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โพสต์ที่แนะนำ