หุ้น YUM เจ้าของ KFC. Pizza Hut, Taco Bell

เนื้อหา

ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก KFC, Pizza Hut และ Taco Bell เผลอ ๆ ชื่อเหล่านี้คือแบรนด์โปรดของใครหลายคนด้วยซ้ำ กลับกันถ้าเปลี่ยนเป็นถามว่ารู้จัก YUM! ไหม คำตอบที่ได้อาจจะเป็นคำตอบว่า “ไม่”

แต่แท้จริงแล้วชื่อของ YUM! มีความสำคัญต่อแบรนด์ข้างต้นเป็นอย่างมาก เพราะ YUM! คือเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้มานานเกือบ 3 ทศวรรษ

YUM! เป็นใคร มาจากไหน อะไรคือคือกลยุทธ์ที่เป็นเหมือนอิฐก้อนแรกที่ทำให้ YUM! กลายเป็นเจ้าพ่ออาหารฟาสต์ฟู๊ด บทความนี้จะมาเล่าให้ฟัง

 จุดเริ่มต้นของ YUM! brands ที่เกิดจากสงครามน้ำดำ

จุดเริ่มต้นของ YUM! ต้องย้อนกลับไปที่ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1977 ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ PepsiCo ที่ตอนนั้นเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและขนมที่สหรัฐอเมริกา เริ่มขยายอาณาจักรเข้าซื้อ Pizza Hut, Taco Bell และ KFC เข้ามาเติมพอร์ทเพื่อสู้กับบริษัทน้ำดำเจ้าตลาดอย่าง CocaCola

ณ เวลานั้นโค๊กได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ การที่ PepsiCo เข้าซื้อ Pizza Hut, Taco Bell และ KFC ก็จะทำให้ร้านเหล่านี้ต้องขายแค่ ‘เป๊ปซี่’ ไปโดยปริยาย บริษัทแม่ได้ส่วนแบ่งการตลาดน้ำดำเพิ่ม แถมได้ขยายอาณาจักรธุรกิจร้านอาหารเพิ่ม มีแต่ได้กับได้

แต่หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1997 PepsiCo ก็ตัดสินใจที่จะแยกส่วนธุรกิจร้านอาหารออกไป และตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาชื่อ “Tricon Global Restaurants“ เพื่อลุยในธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ และในปี ค.ศ.2002 ก็เปลี่ยนชื่อจาก Tricon Global Restaurants มาเป็น “YUM! brands” อย่างเป็นทางการ (บทความนี้เรียกสั้น ๆ ว่า YUM!)

แน่นอนว่า Pizza Hut, Taco Bell และ KFC ก็อยู่คู่กับ YUM! เป็น 3 เสาหลักของบริษัทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ปัจจุบันมี The Habit Burger Grill เข้ามาร่วมอยู่ในพอร์ทด้วย)

 “คน” อิฐก้อนแรกแห่งความสำเร็จของ YUM! brands

YUM! คือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ฟาสต์ฟู๊ดที่ได้รับความนิยมไปกว่า 155 ประเทศ

เป้าประสงค์ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัทคือการพา-บริหารแบรนด์ 3 เสาหลักให้ประสบความสำเร็จใจระดับโลก มีหลายกลยุทธ์ที่ YUM! ต้องทำและผลักดัน แต่สิ่งที่ YUM! ให้ความสำคัญ เปรียบเสมือนอิฐก้อนแรกของบริษัทคือเรื่องของ “คน”

ในรายงานประจำปีของ YUM! ฉบับแรกที่เผยแพร่ให้นักลงทุนอ่าน ในปี ค.ศ.1999 สูตรแห่งความสำเร็จข้อแรกที่บริษัทให้ความสำคัญคือเรื่องของ ‘บุคลากรภายใน’ กล่าวคือ บริษัทระบุว่าก่อนที่จะสร้างรายได้หรือทำให้ลูกค้าพอใจ พนักงานภายในบริษัทต้องได้รับความสำคัญเป็นอย่างดีก่อน เพราะธุรกิจร้านอาหารในยุคนั้นขับเคลื่อนด้วยแรงงานคนเป็นสำคัญ

อยากให้ลองนึกภาพในช่วงปี ค.ศ.1999 ที่ YUM! มีสาขาของ Pizza Hut, Taco Bell และ KFC กระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ การจะทำให้ระบบหลังบ้านและงานบริการได้มาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก ถ้ามัวแต่ส่งคนของบริษัทไปจะต้องใช้คนเท่าไหร่ สิ่งที่ YUM! ทำคือการเทรนด์คนให้ได้มาตรฐานและรักษาคนเก่งคนนั้นไว้กับบริษัทให้ดีที่สุด

ลูกค้าจะพอใจมากน้อยแค่ไหน จะกลับมาใช้บริการซ้ำหรือไม่
ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่กับรสชาติของอาหาร แต่ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่หน้างานด้วย

ถ้าคนที่อยู่หน้างานได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีเครื่องมือที่เหมาะสม มีไฟ-มีแรงจูงใจที่จะทำงานให้บริษัท และได้รับรางวัลเมื่อทำงานดี ก็จะทำให้ผลงานออกมาดี นั่นคือความประทับใจของลูกค้า และกำไรก็จะตามมาเอง

(แม้แต่ตอนนี้ปี 2026 ค่านิยมเรื่องคนก็ยังเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของ YUM!)

 YUM! brand ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู๊ด

ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน แนวทางการทำธุรกิจของ YUM! ยังคงเหมือนเดิม คือการขายแฟรนไชส์ไปทั่วโลก เราจะเห็นว่าไม่ว่าเราไปประเทศไหนเราก็มักเห็นร้าน KFC, Pizza Hut และ Taco Bell เสมอ

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ กว่า 98% ของร้านอาหารเหล่านั้น บริหารโดย ‘แฟรนไชซี’ ในแต่ละประเทศ/ภูมิภาค

จากรายงานประจำปี 2024 YUM! มีผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ประมาณ 1,500 ราย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานหลักในการบริหารร้านอาหารกว่า 63,285 สาขา ใน 155 ประเทศทั่วโลก โดยที่ YUM! จะคอยเรียกเก็บเงินค่าใบอนุญาตการจัดจำหน่าย, ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ และส่วนแบ่งเปอร์เซ็นจากยอดขายหน้าร้าน ซึ่งเงินส่วนนี้จะถือเป็นรายได้ของ YUM!

และปัจจุบันแนวโน้มจำนวนสาขาของแบรนด์ต่าง ๆ ของ YUM! ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน (2026) ร้านอาหารภายใต้ YUM! มีจำนวนสาขารวมกัน 63,285 สาขา เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (2016) ที่ตอนนั้น YUM! มีสาขาเพียง 43,500 สาขาใน 135 ประเทศทั่วโลก

ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่ของสถิติทางการเงินก็น่าสนใจเช่นกัน

-ปี 2025 ถือเป็นปีที่ 6 ที่รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
-ปี 2025 บริษัทมีรายได้ 8,214 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 265,500 ล้านบาท)
-ปี 2025 บริษัทมีกำไร 1,559 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 50,500 ล้านบาท) (ราว 18.9% ของรายได้)

ต้องบอกว่าจากทั้งสถิติทางการเงิน แนวโน้มการเติบโตของจำนวนสาขา และความเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคของบรรดาแบรนด์ฟาสต์ฟู๊ดต่าง ๆ ภายใต้การบริหารของ YUM! ยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและความเป็น “เจ้าพ่อ” แห่งอุตสาหกรรมฟาสต์ฟู๊ดอย่างแท้จริง

โพสต์ที่แนะนำ