Tencent เคยเป็นหนึ่งในหุ้นที่นักลงทุนในตลาดจีนสนใจและให้ความสำคัญ จากการเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการอินเทอร์เน็ตของจีน เป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่น WeChat บริการชำระเงิน ไปจนถึงธุรกิจเกม และสตรีมมิ่ง เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่กว้างขวางและอยู่ในชีวิตประจำวันของคนจีนอย่างแท้จริง
ย้อนไปช่วงก่อนหน้านี้ Tencent (0700: HK) เคยมีขาขึ้นรอบใหญ่ จนราคาหุ้นไปทำจุดสูงสุด (All-Time High) ช่วงต้นปี 2021 แต่หลังจากนั้นกลับกลายเป็นขาลงครั้งใหญ่ ปรับลงประมาณ 70% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนตลาดจีนอยู่ไม่น้อย
อย่างไรก็ดี Tencent เริ่มกลับมาสู่เส้นทางขาขึ้นรอบใหม่ได้อีกครั้ง โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีนี้ปรับขึ้นมาแล้วมากกว่า 50% จนราคาหุ้นเข้าใกล้ระดับจุดสูงสุดเดิมในปี 2021 กลายเป็นพลิกจากช่วงที่เคยซึมยาวมาเป็นเหมือนช่วงฟ้าหลังฝนที่มองเห็นแสงสว่างได้อีกครั้ง
หุ้น Tencent พลิกฟื้นกลับมาสู่ทางสว่างรอบใหม่ได้เพราะอะไร
หาคำตอบได้ที่นี่
ย้อนรอยช่วงขาลง
จากช่วงต้นปี 2021 ถึงช่วงปลายปี 2022 ราคาหุ้น Tencent ปรับลงกว่า 70% มีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น
1) นโยบายคุมอินเทอร์เน็ต
ในปี 2021 รัฐบาลจีนใช้มาตรการควบคุมและปรับกฎระเบียบเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ กระทบถึง Tencent ในหลายเรื่อง เช่น
- การผูกขาดของ WeChat ซึ่งเป็นเจ้าตลาดในแอปพลิเคชั่นแชทและชำระเงิน โดยทางการสั่งระงับการเปิดบัญชีผู้ใช้ใหม่ ซึ่งกระทบถึง Tencent อย่างหรัก
- ควบคุมการเก็บและใช้ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งกระทบถึงรายได้จากการโฆษณาทางโซเชียลมีเดียและธุรกิจฟินเทคของ Tencent
2) นโยบายควบคุมธุรกิจเกม
ขณะเดียวกัน ทางการจีนยังคุมไปถึงธุรกิจเกม เช่น ออกมาตรการจำกัดเวลาการเล่นเกมของเด็ก และไม่อนุมัติการออกเกมใหม่ ซึ่งทำให้ธุรกิจของ Tencent มีปัญหา เนื่องจากธุรกิจเกมมีสัดส่วนประมาณ 30% จากรายได้รวม
3) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ช่วงเวลาดังกล่าว ปัจจัยความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็มีส่วนเช่นกัน เช่น ความกังวลเกี่ยวกับการถอนหุ้นจีนออกจากตลาดสหรัฐฯ
4) ความเชื่อมั่น
การควบคุมกฎระเบียบของทางการ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมกับปัจจัยเศรษฐกิจ กลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นจีน รวมถึง Tencent ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้นักลงทุนเสียความเชื่อมั่น และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปด้วย
ย้อนดูรายได้และกำไรในช่วงที่ผ่านมา
รายได้และการเติบโต
2021 5.6 แสนล้านหยวน (+20% YoY)
2022 5.54 แสนล้านหยวน (-9% YoY)
2023 6.09 แสนล้านหยวน (+7% YoY)
2024 6.6 แสนล้านหยวน (+5% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโต
2021 2.24 แสนล้านหยวน (+45% YoY)
2022 1.88 แสนล้านหยวน (-23% YoY)
2023 1.15 แสนล้านหยวน (-40% YoY)
2024 1.94 แสนล้านหยวน (+63% YoY)
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า การใช้มาตรการควบคุมของรัฐบาลไม่ใช่ส่งผลกระทบถึงแค่ความเชื่อมั่นและราคาหุ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลถึงผลประกอบการของบริษัท เห็นได้จากกำไรหดตัวลงในปี 2022 และ 2023 ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2024
ปัจจัยที่กลับมาฟื้นได้
จากจุดต่ำสุดช่วงปลายปี 2022 ราคาหุ้นของ Tencent ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 230% เหมือนเป็นขาขึ้นรอบใหม่และอยู่ไม่ไกลจาก All-Time High ครั้งก่อนแล้ว โดยมีปัจจัยหนุนคือ
1) ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้ม
การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ช่วยให้บรรยากาศของตลาดหุ้นจีนและ Tencent กลับมามีชีวิตชีวา ทั้งช่วยหนุนให้ผลประกอบการกลับมาเติบโต ตามที่เห็นจากกำไรสุทธิในข้างต้น และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้อีกครั้ง
2) ธุรกิจแข็งแกร่งอยู่แล้ว
Tencent มีธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยธุรกิจบริษัทมีแบ่งเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ เกม (28%) โซเชียลเน็ตเวิร์ค (17%) บริการสตรีมมิ่ง (20%) และบริการธุรกิจทางการเงิน (32%)
นับตั้งแต่การคลายมาตรการ ธุรกิจเกมกลายเป็นกำลังสำคัญในขาขึ้นรอบใหม่ของ Tencent โดยมีรายได้เติบโต 43% ในไตรมาส 3 ของปีนี้ เป็นผลจากการปล่อยเกมใหม่
ขณะที่ธุรกิจโฆษณามีรายได้เพิ่มขึ้น 21% ในไตรมาสล่าสุด และความต้องการใช้คลาวด์ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์การช่วยหนุนให้หน่วยบริการธุรกิจทางการเงินขยายตัวได้ 10%
3) แนวโน้มกลับมาเติบโต
หลังจากกำไรสุทธิหดตัวในปี 2022 และ 2023 นับตั้งแต่ขึ้นปี 2024 เป็นต้นมา แนวโน้มการเติบโตของกำไร Tencent กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งด้วยการเติบโตทุกไตรมาส โดยในไตรมาส 3 ปีนี้ มีการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 20%
4) การซื้อหุ้นคืน
การซื้อหุ้นคืนเป็นหนึ่งในกลไกที่สามารถดันราคาหุ้นได้ และกรณีของ Tencent ส่วนหนึ่งที่หุ้นกลับมาฟื้นได้ก็คงหนีไม่พ้นการซื้อหุ้นคืน ซึ่งเร่งตัวมาตั้งแต่ปี 2023 และเพิ่มขึ้นเป็นวงเงินราว 1 แสนล้านหยวน ในปี 2024
ปัจจัยที่ต้องพิจารณา
1) การควบคุมจากรัฐบาล
เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของบริษัทจีน และถึงแม้ว่ารัฐบาลจะคลายมาตรการควบคุมจนธุรกิจกลับมาฟื้นตัวได้แล้ว แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้การควบคุมและสอดส่องจากทางการอยู่เสมอ
2) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐฯ ส่งผลถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเช่นกัน โดยเฉพาะการพัฒนา AI เช่นก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยออกมาตรการจำกัดการส่งออกชิป ซึ่งกระทบถึงการพัฒนาภายในของ Tencent
3) การแข่งขัน
Tencent ต้องเผชิญการแข่งขันในหลายธุรกิจ โดยธุรกิจโซเชียลมีเดีย มีคู่แข่งใหม่ เช่น TikTok ธุรกิจคลาวด์มีคู่แข่งเป็น Alibaba และ Huawei และธุรกิจเกมก็มีคู่แข่งหลายราย เช่น NetEase
4) เศรษฐกิจจีน
การบริโภคและเศรษฐกิจจีนยังคงไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อาจเป็นปัจจัยกดดันการใช้จ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น การซื้อของในเกม และอาจมีผลถึงรายได้จากค่าโฆษณาและโซเชียลมีเดียด้วย


