ซอสพริก Tabasco ธุรกิจครอบครัว 158 ปี ส่งไม้ต่อ 5 รุ่นโดยไม่ต้องเข้าตลาดหุ้น

เนื้อหา

Tabasco แบรนด์ซอสพริกตำนานที่มีเอกลักษณ์รสชาติจัดจ้าน แม้จะมีอายุมากกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังสามารถคงธุรกิจให้อยู่ในครอบครัวได้ และส่งไม้ต่อมาแล้ว 5 รุ่น

เรื่องราวย้อนไปในปี 1868 เมื่อ Edmund McIlhenny อดีตนายธนาคารคนหนึ่งในรัฐลุยเซียนา สหรัฐฯ เริ่มปลูกพริกด้วยเมล็ดพันธุ์พิเศษ ก่อนจะนำมาแปรรูป ผลิตซอสเองในปีต่อมา โดยล็อตแรกทำออกมาขายเพียง 658 ขวด ขายราคาขวดละ 1 ดอลลาร์ ส่งขายให้เฉพาะร้านค้าท้องถิ่นแถวนั้น

McIlhenny ใช้ชื่อ Tabasco ตั้งแต่เริ่มแรก โดยมีความหมายในภาษาท้องถิ่นเม็กซิกันว่า “สถานที่ที่มีดินชุ่มชื้น” หรือ “สถานที่แห่งปะการังหรือหอยนางรม”

ส่วนผสมหลักของ Tabasco มีเพียง 3 อย่าง คือ พริกที่ปลูกเอง เกลือจาก Avery Island ซึ่งเป็นแหล่งเกลือชั้นดีในสหรัฐฯ และน้ำส้มสายชู หมักเข้าด้วยกันและผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันก่อนจะบรรจุลงขวดทรงปากเล็ก

หลังจากนั้น McIlhenny ได้จดสิทธิบัตรวิธีการผลิตในปี 1870 ก่อนจะขยายตลาดไปทั่วสหรัฐฯ และส่งออกไปยุโรปในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนเริ่มมาถึงเมื่อ Edmund ผู้เป็นพ่อ เสียชีวิตในปี 1890 และเป็นลูกชายสองคน John และ Edward เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งทั้งสองคนนี้เห็นถึงศักยภาพของสูตรซอสพริกของพ่อว่ามีแววขยายออกไปได้ทั่วโลก

John และ Edward จึงขยายธุรกิจและปรับตัวให้ทันสมัยมากขึ้น ก่อนที่ John จะถอนตัวออกไปเพื่อไปสมัครเข้าเป็นทหารม้าอาสาสมัคร ปล่อยให้ Edward บริหารเองคนเดียวไปอีก 5 ทศวรรษ

ในช่วงรุ่นที่สอง Tabasco เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากแค่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นกลายเป็นขยายออกสู่ตลาดโลกได้ อีกทั้งมีการขยายแหล่งปลูกวัตถุดิบไปยังภูมิภาคอื่น เช่น อเมริกากลาง อเมริกาใต้ และแอฟริกา

หลังจากนั้นธุรกิจก็ส่งไม้ต่อมาถึงรุ่นที่สาม คือ Walter ซึ่งเป็นลูกชายของ John เข้ามาบริหารต่อตั้งแต่ปี 1949 โดยในช่วงนี้มีหมุดหมายสำคัญคือการตั้งเครือข่ายจัดจำหน่ายทั่วโลกให้เป็นรูปเป็นร่าง

ต่อมารุ่นที่ 4 เป็น Paul เข้ามาบริหารต่อในปี 1998 โดยช่วงนี้เป็นช่วงที่แบรนด์ Tabasco มีการปรับตัวให้ทันสมัยมากขึ้น เช่นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรสชาติพริก Habanero และ Chipotle ไปจนถึงการขยายตลาดและช่องทางขาย เป็นช่วงสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตในยุคสมัยใหม่

ภาพรวมของ Tabasco แม้จะอยู่ในมือของตระกูล McIlhenny มาตลอด 158 ปี แต่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดซอสเผ็ดประมาณ 35%

ปัจจุบันธุรกิจของ McIlhenny อยู่ในมือของ Harold Osborn ทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูล แต่ก็ยังคงบริหารกันเองภายในตระกูลเป็นหลัก และมีคนนอกเข้ามาบริหารด้วยเป็นบางส่วน

กลยุทธ์หลักที่ทำให้ธุรกิจของ McIlhenny ยืนหยัดได้เกือบ 16 ทศวรรษ มาจากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น

1) ถือครองวัตถุดิบเองด้วยคนในครอบครัว ทั้งเกลือที่ต้องมาจาก Avery Island และการเลือกพื้นที่เพื่อปลูกพริกเอง ทำให้การเลือกวัตถุดิบเป็นกระบวนการที่อยู่ภายในครอบครัวเท่านั้น

2) บริหารแบบให้เป็นไปตามลำดับขั้น สมาชิกครอบครัวต้องเริ่มจากตำแหน่งเล็กก่อนจะขยับขึ้นตำแหน่งใหญ่ เช่นกรณีของ Osborn ที่ต้องไปเริ่มจากงานดูแลด้านแหล่งเพาะปลูกมาก่อนขึ้นเป็น CEO

3) เน้นขยายด้วยเครือข่ายการจัดจำหน่ายในท้องถิ่น และร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอื่นเพื่อกระจายแหล่งผลิตวัตถุดิบ ทำให้ตัวองค์กรมีขนาดเล็ก แค่พนักงานประมาณ 200-300 คน ช่วยให้บริหารงานได้สะดวกและคล่องตัว

4) ยึดมั่นในกระบวนการผลิตแบบพิถีพิถันและยังคงใช้การหมัก 3 ปีเหมือนเดิมเพื่อให้ได้รสชาติคงเดิม และใช้ขวดแบบเดิมเพื่อให้เป็นที่จดจำได้ง่าย

ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Tabasco ภายใต้การบริหารของตระกูล McIlhenny กลายเป็นซอสพริกระดับตำนานที่ครองใจคนทั้งโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องระดมทุนจากนักลงทุนภายนอกหรือเข้าตลาดหุ้นเหมือนธุรกิจอื่นๆ

จากผลิตล็อตแรก 658 ขวด ปัจจุบันเป็นผลิตได้วันละ 7 แสนขวด ส่งขายใน 195 ประเทศทั่วโลก โดยใช้แหล่งวัตถุดิบจากเดิมและยังใช้กระบวนการผลิตเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก

โพสต์ที่แนะนำ