ช่วงนี้หลายคนน่าจะมีปัญหากับเรื่องน้ำมัน ทั้งหาที่เติมไม่ได้ และราคาหน้าปั๊มแพงขึ้น ซึ่งล่าสุดปรับขึ้นในชั่วข้ามคืนรวดเดียว 6-8 บาท/ลิตร
นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะวิกฤตสงครามภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีอีกหลายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา และจะมีผลกระทบถึงเงินในกระเป๋าของทุกคนแน่นอน
นอกจากทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมัน ซึ่งหลายคนได้ประสบปัญหาความยากลำบากในการหาปั๊มเติมมาแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังจะแพงขึ้น คือ “ไฟฟ้า”
ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้า (ประมาณ 70%) ซึ่งในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งที่ต้องนำเข้ามาจากกาตาร์
แต่เวลานี้ กาตาร์ต้องระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติ เพราะแหล่งผลิตได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี กระทบการส่งก๊าซธรรมชาติของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และซัพพลายบางส่วนจะขาดตลาด ต้องไปจัดหาที่ใหม่มาแทน
ผลคือในช่วงนี้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยปรับขึ้นแล้ว และช่วงนี้รัฐกำลังจะเคาะราคาหน่วยค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.
ตอนนี้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งแนวทางที่เสนอสำหรับงวดใหม่ คือ 4.59, 4.08 หรือ 3.95 บาทต่อหน่วย
สุดท้ายต้องดูว่าค่าไฟจะอยู่ที่หน่วยละกี่บาท รัฐจะช่วยตรึงให้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือช่วงนี้ประเทศไทยเป็นฤดูร้อน หลายบ้านต้องเปิดเครื่องปรับอากาศกันมากขึ้น
บิลค่าไฟฟ้าในช่วงไม่กี่เดือนต่อไปนี้จะต้องมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นแน่นอน และถ้าค่าไฟฟ้าต่อหน่วยปรับขึ้นอีก หมายถึงบิลที่ทุกคนต้องจ่ายก็จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหา “ซัพพลายเชน” กระทบถึงหลายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และของสด
เรื่องน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ได้กระทบถึงการขนส่งสินค้า คนทำธุรกิจประสบปัญหาทั้ง “ของแพง” และ “ของขาด”
หนึ่งในนั้นคือวัตถุดิบสำคัญอย่าง “พลาสติก” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการบรรจุภัณฑ์สินค้าประเภทต่างๆ
สาเหตุเกิดขึ้นจากเม็ดพลาสติกปรับแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเกิดปัญหาวัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลนเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง
มีการประเมินจากสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทย ว่า วิกฤตครั้งนี้มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้เกิด “ต้นทุนพุ่ง + สินค้าขาด” ในครั้งเดียวกัน
มีตัวเลขว่า การบรรจุภัณฑ์เป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนสินค้า ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบล้วนเป็นของกินของใช้ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่น้ำดื่มแบบขวด นม น้ำมันประกอบอาหาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และของกินของใช้อีกมากมายที่มีต้องใช้พลาสติกเป็น
วัตถุดิบในการผลิต กำลังมีต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการจะแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เอง หรือจะส่งผ่านให้ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งทำให้ทุกคนจะต้องจ่ายเงินซื้อของต่างๆ ในราคาที่แพงขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในวิกฤตรอบนี้มีทั้ง “ของแพง” และ “ของขาด” ในระดับ “ต้นน้ำ” จนถึง “ปลายน้ำ”
ต้องจับตาดูต่อไปว่า วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจะไปจบที่ตรงไหน เพราะถ้ายิ่งยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ หรือนานไปอีกหลายเดือน ก็จะยิ่งกระทบถึงปากท้องของทุกคนมากขึ้นเท่านั้น


