ถ้าเปรียบกรุงเทพฯ เป็น “หัวใจ” ถนนวงแหวนรอบนอก หรือถนนกาญจนาภิเษก ก็คือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่มีหน้าที่ลำเลียงรถ และยังเป็นตัวขับเคลื่อนที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทยไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน พื้นที่แถบตลิ่งชัน บางใหญ่ รังสิต หรือบางพลี ยังเป็นเพียงทุ่งนาและที่ว่างเปล่า แต่เมื่อแนวคิด “ถนนวงแหวน” เกิดขึ้นมา และมีการผลักดันอย่างจริงจังในยุคของสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป
สมัครเป็นนักการเมืองที่สนใจเรื่องถนนและโครงสร้างพื้นฐานมาก ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้หายใจออกเป็นคมนาคม” เพราะมีความรู้เชิงพื้นที่ จำชื่อซอย ถนน แยกต่างๆ และจุดคอขวดได้หมด และเป็นผู้ผลักดันให้ตัดถนนหลายเส้น เช่น เกษตร-นวมินทร์ (ประเสริฐมนูกิจ) ราชพฤกษ์ และชัยพฤกษ์
ในช่วงก่อนหน้าที่จะมีถนนวงแหวน กทม. เคยมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งการจราจรติดขัด รถบรรทุกหนักต้องวิ่งผ่านใจกลางเมืองเพื่อข้ามไปอีกภาคหนึ่ง
สมัครเป็นคนที่ชอบดูเรื่องพื้นที่และถนนหนทางอยู่แล้ว กับมีความคิดว่า ถ้าทำถนนให้ดีและใหญ่ การคมนาคมรอบนอกจะสะดวกขึ้น คนก็จะย้ายไปอยู่ชานเมืองมากขึ้นเอง จึงผลักดันโครงการถนนวงแหวน ทั้งการเร่งสร้างในยุคตัวเองและเซ็นอนุมัติเส้นทางไว้ล่วงหน้า
โครงการสร้างถนนวงแหวนรอบนอกเป็นมหากาพย์การก่อสร้างที่ใช้เวลากว่า 30 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์เป็นวงแหวนอย่างในทุกวันนี้ โดยมีระยะทางประมาณ 168 กิโลเมตร แบ่งเป็น 3 ช่วงหลัก คือ
1) ช่วงตะวันตก (เริ่มสร้างและเปิดใช้เป็นช่วงแรก)
โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 จนเริ่มเปิดใช้งานได้ในปี 2530 เริ่มต้นจากบางปะอิน (อยุธยา) ยาวมาถึงบางขุนเทียน (กทม.) เพื่อรับรถจากภาคเหนือและอีสานลงสู่ภาคใต้ผ่านทางตลิ่งชันและพระราม 2
2) ช่วงตะวันออก (ช่วงที่เปลี่ยนโฉมโลจิสติกส์ไทย)
ก่อสร้างในปี 2537 และเริ่มเปิดใช้งานในปี 2541 เริ่มต้นจากบางปะอิน (อยุธยา) มาถึงบางพลี (สมุทรปราการ) มีไว้รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการเปิดสนามบินสุวรรณภูมิ อีกทั้งสามารถขนส่งสินค้าจากภาคเหนือและอีสานตรงสู่ท่าเรือแหลมฉบังได้ โดยช่วงนี้จะเป็นมอเตอร์เวย์ที่มีการเก็บค่าผ่านทาง
3) ช่วงใต้ (ช่วงที่ทำให้กลายเป็นวงแหวนเต็มตัว)
เริ่มก่อสร้างในปี 2542 และเริ่มเปิดใช้งานในปี 2550 เริ่มต้นจากบางพลี (สมุทรปราการ) จนถึงบางขุนเทียน (กทม.) โดยช่วงนี้ก่อสร้างได้ยากสุด เพราะมีสะพานกาญจนาภิเษก ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีขนาดสูงเพื่อให้เรือสินค้าผ่านได้
สามช่วงนี้ที่ถนนวงแหวนมาบรรจบกันใช้เวลาก่อสร้างถึง 30 ปี งบประมาณรวมกันราว 70,000-80,000 ล้านบาท (มูลค่าตอนปีที่สร้าง)
ถ้าหากว่ามาสร้างในวันนี้ คาดว่าเมื่ออิงจากราคาที่ดินที่ต้องเวนคืนและค่าก่อสร้าง อาจจะกลายเป็นงบประมาณสูงถึงหลัก 300,000 ล้านบาทเลยทีเดียว
แค่นี้คงพอเห็นภาพแล้วว่า โครงการถนนวงแหวนเป็นโครงการใหญ่และใช้ทุนสร้างขนาดไหน
ถนนวงแหวนรอบนอกเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เพราะไม่ใช่แค่การสร้างถนนเพื่อแก้รถติด แต่กลายมาเป็นการรื้อโครงสร้างผังเมืองและระบบโลจิสติกส์ของประเทศใหม่ทั้งหมด
ประการที่หนึ่ง คือเรื่องระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง
จากเดิมที่รถบบรทุกจากภาคเหนือหรืออีสานที่จะลงภาคใต้ หรือจะไปท่าเรือ ต้องวิ่งผ่าตัวเมืองกทม. ทางถนนวิภาวดีรังสิตและเข้ามาใจกลางเมืองก่อนออกไปสู่อีกทาง
เมื่อมีถนนวงแหวน รถบรรทุกสามารถก็สามารถวิ่งรอบนอกได้เลยโดยไม่ต้องติดไฟแดง ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งระหว่างภาคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยนี้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะโรงงานและศูนย์กระจายสินค้าตั้งอยู่ใกล้ถนนวงแหวนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะย่านวังน้อย (อยุธยา) และบางพลี (สมุทรปราการ) เพราะอยู่บนจุดตัดของวงแหวนที่จะกระจายของออกไปสู่ภาคอื่นได้สะดวก และยังสามารถเข้าถึงท่าเรือและสนามบินสุวรรณภูมิได้ด้วย
ประการที่สอง คือเรื่องการเกิดเมืองใหม่และขยายความเจริญ
ถนนวงแหวนทำให้เกิดปรากฏการณ์บ้านชานเมือง ย่านที่อยู่รอบนอกอย่างตลิ่งชัน บางใหญ่ บางบัวทอง ลำลูกกา รามอินทรา ไปจนถึงบางนาและบางพลี มีโครงการบ้านและอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นจำนวนมาก คนสามารถเลือกซื้อบ้านโซนรอบนอกและเดินทางเข้าไปทำงานในเมืองได้
ขณะเดียวกันยังทำให้ราคาที่ดินรอบนอกพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว เปลี่ยนเจ้าของที่ดินดั้งเดิมให้กลายเป็นเศรษฐีได้ และสร้างรายได้มหาศาลจากการเก็บภาษีที่ดินเข้ารัฐ
ตามมาด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เลือกมาตั้งอยู่ตรงทำเลทองของถนนวงแหวน คือ เมกาบางนา และเซ็นทรัล เวสต์เกต
เมกาบางนาตั้งอยู่ตรงจุดตัดวงแหวนฝั่งบางพลี กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของคนที่อยู่ย่านตะวันออกของกทม. และสมุทรปราการ และยังสามารถเดินทางจากฝั่งสุขสวัสดิ์ได้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่เซ็นทรัลเวสต์เกตตั้งอยู่ฝั่งบางใหญ่ กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สามารถดึงคนทั้งจังหวัดนนทบุรีได้ และยังรวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างกทม. ปทุมธานี และนครปฐม (ล่าสุดมีมอเตอร์เวย์ M81 มาถึงวงแหวน)
ประการที่สาม คือเรื่องการจ้างงานและ GDP
การที่ความเจริญกระจายออกไปทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่รอบเมืองได้ เกิดเป็นธุรกิจร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า และสถานประกอบการต่างๆ มีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจของจังหวัดปริมณฑล
โมเดลความสำเร็จของถนนวงแหวนรอบนอกจึงทำให้เกิดความพยายามผลักดันเป็นถนนวงแหวนรอบที่ 3 หรือมอเตอร์เวย์สาย M91 ซึ่งจะอยู่รอบนอกอีกที ห่างจากรัศมีวงเดิมประมาณ 10-15 กิโลเมตร และเส้นรอบวงจะยาวกว่าเส้นเดิมเป็นเท่าตัว ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด
ทิศเหนือ ผ่านอยุธยา (วังน้อย บางปะอิน ลาดบัวหลวง)
ทิศตะวันออก ผ่านปทุมธานี (หนองเสือ ธัญบุรี ลำลูกกา) และกทม. (หนองจอกลาดกระบัง)
ทิศใต้ ผ่าน สมุทรปราการ (บางบ่อ บางเสาธง) และสมุทรสาคร
ทิศตะวันตก ผ่านนครปฐม และสุพรรณบุรี
เป็นที่คาดกันว่างบประมาณสำหรับโครงการวงแหวนรอบที่ 3 นับทั้งค่าก่อสร้างและเวนคืนที่ดิน จะสูงถึงหลัก 150,000 ล้านบาท
แม้งบประมาณสำหรับวงแหวนในแต่ละเส้นอาจดูเป็นตัวเลขที่สูง แต่หากย้อนกลับไปดูวงแหวนหมายเลข 9 ต้องยอมรับว่าได้กลายเป็นถนนพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยไปตลอดกาล เพราะขยายความเจริญออกนอกกทม. และสร้างมูลค่าให้จังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมหาศาล


