ช่วงนี้หลายคนน่าจะมีปัญหากับการเติมน้ำมัน เพราะเมื่อไปปั๊มแล้วอาจเจอได้ทั้งมาตรการจำกัดการเติมในแต่ละครั้ง หรือบางปั๊มอาจน้ำมันหมด ทั้งที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันสำรองเหลือใช้ได้กว่า 90 วัน
เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ “การสำรองน้ำมัน” และ “การควบคุมราคาน้ำมัน”
เริ่มจากทำความเข้าใจกับการสำรองน้ำมันของไทยกันก่อน
กลไกการสำรองน้ำมันของไทยใช้กฎหมายสั่งให้เอกชนต้องเป็นฝ่ายเก็บ รัฐบาลไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองของตัวเองเหมือนสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยฝ่ายที่ต้องสำรองน้ำมันคือผู้ค้ารายใหญ่ เช่น ปตท. (OR) บางจาก (BCP) เชลล์ (Shell) พีทีจี (PTG) คาลเท็กซ์ (Caltex) และไทยออยล์
ตัวกฎหมายนี้ก็จะมีข้อกำหนดให้สำรองน้ำมันประเภทต่างๆ เช่น
น้ำมันดิบ สำรองในอัตรา 6% ของปริมาณการค้า
น้ำมันสำเร็จรูป (เบนซิน ดีเซล เตา) สำรองในอัตรา 1% ของปริมาณการค้า
ก๊าซหุงต้ม (LPG) สำรองในอัตรา 1% ของปริมาณการค้า
ทั้งนี้ กฎหมายนี้สามารถยืดหยุ่นหรือปรับได้ในสถานการณ์จำเป็น เช่น สั่งปรับสัดส่วนเพื่อรับมือวิกฤตขาดแคลนได้ หรือสามารถสั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเป็นการชั่วคราวเพื่อให้เน้นใช้งานในประเทศก่อนได้
น้ำมันสำรองของไทยตอนนี้มีอยู่เท่าไร ใช้ได้กี่วัน
สถานการณ์น้ำมันสำรองของไทย อิงตามข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ล่าสุดวันที่ 9 มี.ค. แบ่งเป็น
- น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร ใช้ได้ 25 วัน (อยู่ในประเทศอยู่แล้ว)
- น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,403 ล้านลิตร ใช้ได้ 14 วัน (อยู่ในประเทศอยู่แล้ว)
- น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง 3,350 ล้านลิตร ใช้ได้ 26 วัน (ลงเรือแล้วและกำลังทยอยเดินทางเข้าไทย)
- น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้ว จากทุกเส้นทาง 3,700 ล้านลิตร ใช้ได้ 30 วัน (ทำสัญญาจองแล้ว และไม่ได้ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ)
รวมแล้วไทยมีน้ำมันสำรอง 95 วัน นับรวมหมดทั้งสำรองขั้นต่ำตามกฎหมาย (25 วัน) สำรองไว้รอขาย (14 วัน) และน้ำมันที่กำลังขนส่งเข้ามา (56 วัน)
สรุปแล้วก็คือ ในด้านการสำรองและการจัดหามา ไทยมีมาตรการต่างๆ รองรับไว้แล้ว และจะมีของเข้ามาเติมคลังได้จากการนำเข้าช่องทางอื่นที่ไม่ใช่ช่องแคบฮอร์มุซมาเสริมอีก
ประเด็นต่อมาคือเรื่องกลไกควบคุมราคาน้ำมัน
เมื่อการสำรองน้ำมันอยู่ที่เอกชน รัฐไม่ได้มีคลังของตัวเองที่จะปล่อยออกมาแทรกแซงตลาดได้ ทำได้เพียงควบคุมราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน
ตอนนี้กองทุนน้ำมันกำลังช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซล เพราะมองว่าเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในการขนส่งสินค้าและอุตสาหกรรม ซึ่งหากปล่อยให้ราคาสูง ต้นทุนและราคาสินค้าต่างๆ จะปรับสูงขึ้นได้
ตามปกติแล้ว ภาคธุรกิจที่ใช้น้ำมันปริมาณมากจะซื้อน้ำมันแบบค้าส่งจาก Jobber หรือตัวกลางผู้ค้าส่งน้ำมัน ซึ่งไปรับจากคลังของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ขายส่งให้กลุ่มผู้ใช้รายใหญ่ ไม่ไปซื้อผ่านปั๊มน้ำมันเหมือนคนทั่วไป
กลุ่มที่จะซื้อผ่าน Jobber คือพวกโรงงานใหญ่ที่มีถังเก็บไว้เติมน้ำมันเครื่องจักร ผู้ประกอบการขนส่งที่มีหัวจ่ายในบริษัทเองอย่างรถทัวร์ รถบรรทุก หรือเรือประมง ไปจนถึงปั๊มน้ำมันอิสระตามต่างจังหวัด
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อราคาที่ซื้อจาก Jobber กลับแพงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาหน้าปั๊มยังตรึงไว้อยู่ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งตอนนี้ถูกกว่าค้าส่งลิตรละ 11 บาท
เมื่อราคาหน้าปั๊มถูกกว่า ภาคธุรกิจที่เคยซื้อจาก Jobber จึงเปลี่ยนไปเติมหน้าปั๊ม กลายเป็นไปแย่งรายย่อยเติมน้ำมันเป็นจำนวนมาก
ส่วนคนทั่วไปก็ตื่นตระหนก พอเห็นข่าวต่างๆ ทั้งเรื่องสถานการณ์สงคราม หรือเรื่องปั๊มเริ่มจำกัด ก็ไปแย่งกันเติมน้ำมันอีกเหมือนกัน
เรื่องนี้จึงเป็นที่มาว่าทำไมน้ำมันที่ควรจะพอ วันนี้กลับหมด บางที่ต้องจำกัดการเติม ครั้งละ 500 บาท หรือครั้งละ 700 บาท ตามแต่ละปั๊ม
ไม่ใช่ว่าไม่มีน้ำมันสำรอง แต่เป็นเพราะปัญหากลไกราคาทำให้เกิดปัญหาคอขวดในการกระจายน้ำมัน และรัฐก็ไม่ได้มีคลังสำรองของตัวเองที่พร้อมปล่อยออกมาเพื่อแทรกแซงตลาดได้
แล้วทำไมไทยถึงไม่มีคลังน้ำมันสำรองเป็นของรัฐเหมือนอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น?
หากบอกว่าการที่รัฐไม่มีคลังน้ำมันเป็นของตัวเองมีแต่ข้อเสีย ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเรื่องนี้มีที่มาที่ไปและข้อจำกัดอยู่พอสมควร
ประการแรก คือเรื่องงบประมาณ เพราะการสร้างคลังน้ำมันยักษ์และการซื้อเข้ามาเก็บจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน คาดว่าหลักแสนล้านบาท ไม่รวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและการบริหารคลังสำรองเอง
ไทยจึงใช้กฎหมายให้เอกชนเป็นคนสร้างคลังน้ำมันและเก็บสำรองเอง รัฐไม่ต้องควักงบใหญ่ไปลงทุน แต่ต้นทุนการเก็บสำรองนี้จะอยู่ใน “ค่าการตลาด” ที่ทุกคนต้องจ่ายหน้าปั๊มในการเติมน้ำมันทุกลิตร
ประกาสที่สอง คือเรื่องภูมิศาสตร์ เพราะไทยมีก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่ง จึงมองว่าการสำรองผ่านเอกชนเพียงพอต่อการรับมือในวิกฤตระยะสั้นแล้ว
ขณะที่สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจของโลก ต้องการคุมราคาน้ำมันจึงสามารถลงทุนสร้างคลังใหญ่เพื่อเก็บไว้ใช้ในการแทรกแซงตลาดได้
ส่วนญี่ปุ่นต้องสร้างคลังเองเพราะไม่มีทรัพยากรพลังงานเลย หากเกิดการปิดล้อมเกาะจะถูกตัดขาดจากพลังงานทันที จึงต้องสำรองไว้สูงถึง 140-160 วัน
ประการที่สาม ไทยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคาอยู่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง กองทุนจะไปจ่ายชดเชยให้หน้าปั๊มเพื่อกดราคาน้ำมันไว้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคลังน้ำมันรัฐให้ระบายของออกมาเพื่อเพิ่มอุปทานในตลาด
ทั้งสามประการนี้ทำให้ไทยยังไม่มีคลังน้ำมันสำรองของรัฐ แม้จะมีแนวคิดหรือความพยายามผลักดันมานานกว่า 20 ปีแล้ว
สรุปแล้วคือการที่ประเทศไทยไม่มีคลังน้ำมันสำรองเองเป็นเพราะเงื่อนไขด้านงบประมาณและมองว่ายังไม่จำเป็นขนาดนั้น แต่กลับกลายเป็นว่า รัฐไม่มีเครื่องมือตัดวงจรความกลัวก่อนที่จะกลายเป็นความวุ่นวายตามหน้าปั๊มน้ำมันที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้


