ถ้าย้อนกลับไปสัก 2 ปีก่อน ชื่อของตลาดหุ้นเกาหลีใต้หรือ KOSPI แทบจะไม่อยู่ในสายตานักลงทุนโลกเลย
แต่ตัดภาพมาที่ปี 2025-2026 KOSPI กลายเป็นดัชนีที่ถูกสื่อหยิบยกมาพูดถึงบ่อยขึ้น เพราะปีที่ผ่านมาหุ้นเกาหลีใต้คือตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก โดยพุ่งขึ้นถึง 75.6% ภายในปีเดียว
เกิดอะไรขึ้นกับดินแดนโสมขาว อะไรคือสิ่งที่ทำให้หุ้นเกาหลีไม่ไปไหนเกือบ 20 ปี และอะไรคือจุดเปลี่ยนในปีที่ผ่านมา
ดัชนี KOSPI เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 1980 เริ่มต้นที่ดัชนี 100 จุดตามปกติทั่วไป
ในช่วงปี 1980 นับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากอุตสาหกรรมส่งออกและอิเล็กทรอนิกส์
และยิ่งค่าเงินวอนถูกกว่าเมื่อเทียบกับเยน ทำให้ประเทศมีความสามารถทางการแข่งขันสูงมากในตลาดโลก
ดัชนีเติบโตอย่างรวดเร็วแตะ 1,000 จุดในปี 1989 ให้ผลตอบแทน 10 เท่าในเวลาเพียง 9 ปีเท่านั้น
หลังจากนั้นก็เป็นยุคทองของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ต่อเรือ และเคมีภัณฑ์ ทำให้ดัชนี KOSPI ทะลุ 2,000 จุดไปในปี 2007
แต่หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ดัชนี KOSPI วิ่งวนอยู่ในกรอบแคบ ๆ 1,800-2,500 จุด ติดต่อกันเกือบ 20 ปี ทั้งที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งปรากฏการณ์ที่บริษัทในตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีมูลค่า (Valuation) ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ถูกเรียกกันว่า “Korea Discount”
โดยมีสาเหตุหลัก ๆ ตามนี้
- โครงสร้างธรรมาภิบาลของกลุ่มแชโบลและการปฏิบัติที่เหลื่อมล้ำ
กลุ่มแชโบล เช่น Samsung, Hyundai, LG และ SK ที่เป็นกลุ่มเสาหลักของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ แต่กลับมีโครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนและการควบคุมโดยตระกูลเจ้าของเพียงไม่กี่คน
ทำให้บางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่เอื้อต่อการเอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย และการตัดสินใจต่าง ๆ มักเน้นไปที่การรักษาอำนาจการควบคุมภายในตระกูลมากกว่าการสร้างมูลค่าคืนให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย
เช่น การควบรวมกิจการในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือการแยกบริษัทลูกออกมาจดทะเบียนใหม่ (Split-off listing) ซึ่งทำให้มูลค่าของบริษัทแม่ลดลงอย่างมาก
- นโยบายการจ่ายเงินปันผลที่ต่ำที่สุดในโลก
ข้อมูลในปี 2021 ระบุว่าอัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio) ของบริษัทในเกาหลีใต้อยู่ที่เพียง 19% ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างไต้หวัน (55%) และสหรัฐอเมริกา (37%) อย่างเห็นได้ชัด
บริษัทเกาหลีมักสะสมเงินสดไว้ในงบดุลเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นกระสุนในการขยายอาณาจักรหรือเพื่อความมั่นคงของตระกูลเจ้าของ
ไม่มีการซื้อหุ้นคืน ไม่มีการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น
- ภาระภาษีมรดกที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์
เกาหลีใต้มีอัตราภาษีมรดกสูงถึง 50% และอาจสูงถึง 60% สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มแชโบล
ภาระทางภาษีที่สูงมากสร้างแรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน โดยเจ้าของกิจการมักต้องการให้ราคาหุ้นของบริษัทตนเองต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในช่วงที่มีการสืบทอดกิจการ เพื่อลดภาษีที่ต้องจ่าย
3 เหตุผลนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นเกาหลีใต้ไม่เหมาะสมกับมูลค่าจริง ๆ ของบริษัท
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนในปี 2025
ดัชนี KOSPI พุ่งขึ้นถึง 75.63% เป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ ซึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันตลาดหุ้น การปฏิรูปโครงสร้างบริษัท และการได้ประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั่วโลก
รัฐบาลเกาหลีใต้ผลักดันบริษัทต่าง ๆ ให้มีแผนในการเพิ่มมูลค่าบริษัทของตัวเอง มีแผนในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน บริษัทไหนที่ทำก็จะได้ผลประโยชน์ทางภาษีและค่าธรรมเนียม ส่วนบริษัทไหนไม่ทำตามก็อาจจะโดนลดสัดส่วนการถือครองจากกองทุนสถาบัน
ในช่วงปี 2025 มีการซื้อหุ้นคืนรวมกันเป็นมูลค่า 20.1 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 2.45 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2023
และจ่ายเงินปันผลเป็นมูลค่า 50.9 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 1.18 เท่า
และจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการที่เกาหลีใต้เป็นผู้ผูกขาดในส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM)
SK Hynix ในช่วงแรกเป็นซัพพลายเออร์หลักเพียงรายเดียวสำหรับชิป HBM3E ให้กับ Nvidia
และในภายหลัง Samsung Electronics ก็ได้เป็นซัพพลายเออร์ให้กับ Nvidia เช่นกัน
หุ้น SK Hynix ราคาเพิ่มขึ้น 268% และ Samsung เพิ่มขึ้น 125% ในปี 2025 ปีเดียว
เพียงเพราะหุ้นสองตัวนี้ ทำให้ดัชนี KOSPI ปรับตัวขึ้น 30-40% เลยทีเดียว
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้ปี 2025 เป็นปีที่หุ้นเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก และกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง
แม้ SK Hynix และ Samsung Electronics จะเป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ก็มีส่วนไม่น้อยที่ทำให้หุ้นใหญ่อื่น ๆ ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
วันนี้ KOSPI ไม่ใช่ตลาดหุ้นที่ถูกทิ้งอีกต่อไป และเป็นตัวอย่างของการที่รัฐบาลร่วมมือกับเอกชนเพื่อปลดล็อกมูลค่าที่ซ่อนอยู่ ผสมกับจังหวะเวลาที่โลกต้องการเทคโนโลยีชิปขั้นสูงพอดี


