เช้านี้ราคาน้ำมันโลกได้พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง
นับจากเหตุการณ์ครั้งล่าสุด เวลาผ่านไปเพียง 4 ปีเท่านั้น
เป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนหลายคนยังจำได้ดี
ครั้งก่อนที่น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เศรษฐกิจโลกแทบจะไปต่อไม่ได้ ดอกเบี้ยปรับตัวเร็วสุดในรอบ 40 ปี จนตลาดหุ้นพังลงมา
ทำให้วันนี้มีความกังวลอย่างมากว่า เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าน้ำมันค้างอยู่ที่ราคานี้เป็นเวลานาน
เราจะมาย้อนอดีตสิ่งที่เกิดขึ้น 4 ปีที่แล้วกัน
ต้องเข้าใจก่อนว่า เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ธุรกิจน้ำมันทั่วโลกไม่มีการลงทุนในภาคการผลิตและสำรวจ จากการพยายามหันไปลงทุนด้านพลังงานสะอาดแทน และความคิดว่าการใช้น้ำมันจะลดลงเรื่อยๆ
แถมในช่วงปลายปี 2021 โลกเพิ่งออกมาจากการปิดเมือง ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้นสูงมากผิดปกติ จนทำให้ระดับสต็อกน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ
แต่แล้วหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลกอย่างรัสเซีย ตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในประเทศยูเครน ทำให้โลกมีความกังวลว่ารัสเซียจะโดนคว่ำบาตร ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ และมีโอกาสสูงที่โลกจะขาดแคลนน้ำมัน
รัสเซียในเวลานั้นผลิตน้ำมันดิบได้ราว 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 12.2% ของการผลิตทั่วโลก
และ 25% ของน้ำมันที่ยุโรปนำเข้า มาจากรัสเซีย
ความไม่แน่นอนในเวลานั้นทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ตั้งแต่มีนาคม 2022 ถึง กรกฎาคม 2022
แม้หลายประเทศจะเรียกร้องให้กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ผลิตน้ำมันเพิ่ม แต่ทางกลุ่ม OPEC+ เลือกที่จะปรับเพิ่มการผลิตเพียงเล็กน้อย เพื่อรักษาราคา และไม่ให้น้ำมันล้นตลาดในกรณีที่เศรษฐกิจถดถอย
น้ำมันที่เป็นต้นทุนของหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ราคาน้ำมันที่สูงมาก ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งต้นทุนปุ๋ยในการเกษตร หรือค่าขนส่งสินค้าต่างๆ
ทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2022 ทะลุ 9.1% สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี และต่อให้ตัดราคาน้ำมันออกจากการคำนวน (Core Inflation) ก็ยังสูงถึงระดับ 5.9% เช่นกัน แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมัน ได้ถูกส่งต่อเข้าไปในต้นทุนสินค้าต่างๆ แล้ว
เงินเฟ้อยิ่งอยู่สูงเป็นเวลานาน ยิ่งส่งผลให้เงินในกระเป๋าของคนมีมูลค่าน้อยลง ความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจก็สูงขึ้น
และความเสี่ยงใหญ่สุดคือ ถ้าคนขาดความเชื่อมั่น คิดว่าสินค้าพรุ่งนี้จะแพงกว่าวันนี้ คนจะซื้อของกักตุนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก กลายเป็นลูปไม่รู้จบ
การคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 1-3% จึงเป็นเรื่องจำเป็นกับเศรษฐกิจมาก
เมื่อเงินเฟ้อสูง คนที่เข้ามาควบคุมได้ก็หนีไม่พ้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ ณ เวลานั้นนำโดย Jerome Powell
เครื่องมือเดียวที่ Fed มีในการคุมเงินเฟ้อได้ก็คือ การขึ้นดอกเบี้ย เพื่อให้เศรษฐกิจชะลอลง การลงทุนน้อยลง การซื้อของที่ต้องกู้อย่างบ้าน หรือรถยนต์ก็จะลดลง เป็นการคุมราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ให้สูงเกินไป
ในเวลาเพียง 9 เดือน Fed ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้น 4.25% นับว่าเร็ว และรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปี 1980 (มีวิกฤตพลังงานในเวลานั้น)
ดอกเบี้ยที่สูงส่งผลกระทบกับสภาพคล่องในระบบการเงิน และคนที่มีหนี้สินอย่างมาก
การเงินในระบบตึงตัว ทำให้คนใช้จ่ายน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเงินไม่หมุน เศรษฐกิจก็ไปต่อได้ลำบาก การเติบโตของ Real GDP (GDP แบบไม่รวมเงินเฟ้อ) เหลือเพียง 1-2% ในช่วงปีนั้น
และอีกอย่างที่โดนผลกระทบจากดอกเบี้ยสูง คือหุ้นเทคโนโลยี
เมื่อการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ความเสี่ยงต่ำแต่ได้ดอกสูงถึง 4-6% ก็ไม่แปลกใจที่คนจะหวังผลตอบแทนจากหุ้นมากขึ้น และเทขายหุ้นเพื่อไปซื้อสินทรัพย์ที่เสี่ยงน้อยกว่า
ในปี 2022 S&P500 ปรับตัวลง 19.44%
กลุ่มเทคโนโลยี NASDAQ 100 ปรับตัวลง 33%
หุ้น META ปรับตัวลง 64%
หุ้น AMZN ปรับตัวลง 50%
และหุ้นเทคโนโลยีตัวเล็กๆ ปรับตัวลงกัน 60-80% จนเป็นเรื่องปกติ
เรียกได้ว่าน้ำมันขึ้นครั้งเดียว พังทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ ตลาดหุ้น
แต่หลังจากนั้นไม่นานราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง เงินเฟ้อเริ่มคุมได้ โตเหลือเพียง 3-5% และเศรษฐกิจไม่ได้พังอย่างที่นักลงทุนกังวลกัน ทำให้ตลาดหุ้นค่อยๆ กลับมาเป็นขาขึ้น
และการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ก็ทำให้ตลาดหุ้นกลับมาให้ความสนใจในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีตัวใหญ่อีกครั้ง
จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จึงไม่แปลกที่ตลาดและนักลงทุนกำลังให้ความสนใจกับราคาน้ำมันที่แตะ 100 เหรียญอีกครั้ง
โลกในวันนี้ จะแตกต่างกับ 4 ปีที่แล้วยังไง ต้องติดตามกัน


