ตลาดหุ้นลอนดอน (London Stock Exchange) เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นเก่าแก่ที่สุดในโลกด้วยอายุมากกว่า 300 ปี และครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่บริษัทต่างๆ สนใจทำ IPO มากที่สุด
จากตลาดที่มีมูลค่าการทำ IPO สูงที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก ปัจจุบันร่วงลงมาหลุดท็อป 20 ตามหลังตลาดที่หลายคนอาจยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีหุ้นอะไรบ้าง เช่น โอมาน โปแลนด์ และเม็กซิโก
ตามข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ตลาดหุ้นลอนดอนมีการทำ IPO ในปีนี้ นับถึงสิ้นไตรมาส 3 รวมกันเป็นมูลค่าเพียง 250 ล้านดอลลาร์ อยู่อันดับที่ 23 ของโลก
ส่วนอันดับหนึ่งยังคงเป็นตลาดสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า 5.29 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยฮ่องกง 2.33 หมื่นล้านดอลลาร์ และจีน 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
แน่นอนว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในปลายทาง IPO ที่หลายบริษัทพร้อมมุ่งหน้า ซึ่งรวมถึงหลายบริษัทในสหราชอาณาจักร
กรณีใหญ่ที่สุดของการเสียบริษัทในสหราชอาณาจักรที่ไปเข้าตลาดสหรัฐฯ ARM Holdings บริษัทพัฒนาชิปซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเคมบริดจ์
ก่อนหน้านั้น ARM เคยเป็นหุ้นซื้อขายในตลาดลอนดอน แต่ออกจากตลาดหลังจากเปลี่ยนเจ้าของเป็น SoftBank Group ในปี 2016
เมื่อกลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง ARM เลือกไปเข้าตลาดนิวยอร์กของสหรัฐฯ ในปี 2023 แม้ว่าหน่วยงานในประเทศพยายามโน้มน้าวให้จดในตลาดลอนดอนแล้ว
เหตุการณ์ของ ARM เหมือนกับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของตลาดลอนดอน เพราะเป็นทั้งบริษัทที่เป็นตัวแทนเทคโนโลยีของประเทศ และยังเป็นการเมินข้อเสนอจากหน่วยงานในประเทศที่พยายามจะรั้งตัวไว้
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทในสหราชอาณาจักรที่เลือกไปทำ IPO เข้าตลาดสหรัฐฯ ไปจนถึงการย้ายตลาด และกรณีนำหุ้นเข้าตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับหุ้นเดิมในตลาดลอนดอน
แล้วทำไมตลาดหุ้นลอนดอนถึงหมดความน่าสนใจในมุมของบริษัทที่ต้องการระดมทุน
เรื่องนี้มีคำตอบอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน
เริ่มจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งเรื่องของภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ไปจนถึงความไม่แน่นอนหลังออกจากสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีผลฉุดความไม่มั่นใจของนักลงทุน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นกฎระเบียบที่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่า ไม่เหมาะสำหรับหุ้นเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพใหม่ๆ ซึ่งเติบโตเร็วและบางครั้งมาจากการทำงานด้วยตัวบุคคลไม่กี่คนหรือเจ้าของ
บริษัทเล็กหรือสตาร์ทอัพที่ต้องการระดมทุนจึงเลือกไปทำ IPO ตลาดอื่นที่เอื้อต่อการเข้าตลาดมากกว่า โดยเฉพาะสหรัฐฯ
อีกประเด็นที่มีส่วนให้บริษัทเลือกไปทำ IPO ในตลาดสหรัฐฯ คือเรื่องขนาดตลาดที่ใหญ่กว่า มีสภาพคล่องสูงกว่า และมีโอกาสระดมทุนได้มากกว่าจากการเป็นแหล่งรวมของนักลงทุนสายเทคโนโลยี
นอกจากนี้ตลาดลอนดอนยังต้องแข่งกับตลาดอื่นในยุโรป เช่น อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) ปารีส (ฝรั่งเศส) และสตอกโฮล์ม (สวีเดน)
กระแสบริษัทต่างๆ ในสหราชอาณาจักรสนใจตลาดอื่นมากกว่า ทำให้ตัวเลข IPO ของตลาดลอนดอนลดหายลงไปอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน หลายบริษัทยังค้นพบอีกทางเลือกในการระดมทุน คือการอยู่นอกตลาดผ่านกองทุนหุ้นนอกตลาด หรือ Private Equity
Bloomberg รายงานว่า AUM หรือสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของหุ้นนอกตลาดในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวระหว่างปี 2012 ถึงปี 2024
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลพบว่า บริษัทในสหราชอาณาจักรที่ถอนออกจากตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2016 กว่า 2 ใน 3 เป็นการเปลี่ยนหุ้นจากในตลาดไปอยู่ในมือของ Private Equity
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนที่สูงมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วหุ้นที่ถอนออกตลาดมาจากหลายสาเหตุ เช่น เปลี่ยนเจ้าของใหม่จึงถอนหุ้นเดิมออก หรือเจ้าของเดิมถอนหุ้นออกเองเพื่อบริหารง่ายกว่า เป็นต้น
เทียบกับหุ้นในสหรัฐฯ บริษัทถอนออกจากตลาดหุ้นไปอยู่ในมือของ Private Equity เพียง 20%
จากสถานการณ์ทั้งหมด พอจะเห็นได้ว่า ตลาดลอนดอนกำลังประสบปัญหาทั้ง IPO ใหม่ ไปตลาดอื่น หุ้นเดิมที่อยู่ก็สนใจย้ายไป หรือออกจากตลาดเพื่อไประดมทุนนอกตลาดแทน
หากนับจากจุดสูงสุดในปี 2006 ลอนดอนมีหุ้น IPO เข้าใหม่ 300 บริษัท เป็นมูลค่าการระดมทุนรวมกันกว่า 5.12 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีดังกล่าว ตามการรายงานของ Bloomberg
มาถึงจุดต่ำสุดในปี 2024 หุ้น IPO มีอยู่เพียง 13 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวม 1.03 พันล้านดอลลาร์
จากจุดสูงสุดมีการระดมทุนรวมปีละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ หดหายจนเหลือเพียง 1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
หลังจากเสียบริษัทในประเทศไหลออกไปตลาดอื่น หน่วยงานกำกับดูแลก็แก้เกมด้วยการรื้อกฎระเบียบครั้งใหญ่ในรอบ 3 ทศวรรษ ในปี 2024 ด้วยมีการปรับครั้งสำคัญ เช่น
- อนุญาตให้มีการจัด Class หุ้น เพื่อแบ่งสิทธิลงมติและป้องกันการเทคโอเวอร์กิจการ
- คลายกฎให้ซื้อหรือขายกิจการอื่นได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องขอมติจากผู้ถือหุ้นเพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน
ผลจากการปรับกฎครั้งใหญ่ในปีที่แล้ว ทำให้ IPO เริ่มกลับมาฟื้นได้บ้างแล้วในปีนี้
จากจุดต่ำสุดในปี 2024 มีหุ้น IPO เพียง 13 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวม 1.03 พันล้านดอลลาร์
นับถึงเดือน พ.ย. ปีนี้ มีหุ้น IPO เข้าใหม่แล้ว 12 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวม 1.45 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าของปีก่อนหน้าแล้ว
แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการปรับกฎครั้งใหญ่จะช่วยให้การทำ IPO ในตลาดหุ้นลอนดอนกลับมาได้มากขนาดไหนในอีกหลายปีต่อไป แต่อย่างน้อยที่สุด ตัวเลขในปีนี้ก็เริ่มพลิกฟื้นขึ้นมาจากจุดต่ำสุดเมื่อปีที่แล้ว
เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า เมื่อเกิดปัญหาสะสมและเรื้อรังมานาน ก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับตัวและเปลี่ยนกฎเพื่อดึงบริษัทเข้ามาทำ IPO ให้มากขึ้น
ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้บริษัทในประเทศตัวเองไหลออกไปเข้าตลาดอื่นต่อไปเรื่อยๆ

