รู้จัก “ยุคโชติช่วงชัชวาล” SET Index 13 เด้ง ภายใน 8 ปี จนพี่น้องคนไทยรวยไม่ไหวแล้ว

เนื้อหา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ SET Index เคยปรับขึ้น 13 เด้ง ภายในเวลาเพียง 8 ปี จนพี่น้องคนไทย “รวยไม่ไหวแล้ว”

ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมี “ยุคโชติช่วงชัชวาล” หรือยุคทองที่ GDP เติบโตได้ทะลุหลัก 10% ต่อปี 

หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง ความจริงแล้วคือคำนิยมของเศรษฐกิจไทยในยุคหนึ่ง เป็นคำที่รวมมาจากหลายคำ

โชติ : ความรุ่งเรือง ความสว่าง

ช่วง : ลุกโพลง สว่างกระจ่าง

ชัชวาล : รุ่งเรือง สว่างไสว

ย้อนกลับไปช่วงประมาณ พ.ศ. 2520 เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงที่เริ่มเติบโตได้แล้วด้วยการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม โดยเฉลี่ยแล้ว GDP ขยายตัวประมาณปีละ 5-7%

อย่างไรก็ดี โครงสร้างเศรษฐกิจในไทยช่วงนั้นเปราะบางมาก เพราะไม่มีแหล่งพลังงานในประเทศเลย และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบ 100% จากตะวันออกกลางเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆ

การเดินรถ การใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การผลิตไฟฟ้าในยุคนั้นล้วนใช้น้ำมันดิบ ซึ่งต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด

ด้วยโครงสร้างที่เปราะบาง ไทยจึงมีจุดอ่อนคือเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันโลก ในปีพ.ศ. 2516 และ 2522

ระหว่างสองวิกฤตในครั้งนั้น ราคาขายน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ รัฐบาลต้องสั่งปิดไฟถนน และคุมเวลาเปิด-ปิดปั๊ม ไปจนถึงรณรงค์ให้ประชาชนและสถานประกอบการต่างๆ ช่วยกันประหยัดไฟ

ในยุคนั้นไทยก็ได้เริ่มแผนหาแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองบ้างแล้ว เพราะมองว่าจำเป็นต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของทุกคน 

แต่เทคโนโลยีด้านนี้ของไทยยังมีไม่มากนัก จึงต้องเปิดทางให้บริษัทต่างชาติเข้ามาสำรวจ ซึ่งตรงกับช่วงที่บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ต้องการหาแหล่งทรัพยากรใหม่นอกเหนือจากตะวันออกกลางเพื่อกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนคือ การค้นพบ “แหล่งเอราวัณ” ของบริษัท ยูเนียนออยล์ (ปัจจุบันคือ เชฟรอน) อยู่ในพื้นที่อ่าวไทย ห่างจากชายฝั่งระยองกว่า 400 กิโลเมตร ในปี 2516

พื้นที่ตรงนั้นมีก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาล และที่สำคัญคือมี “ก๊าซธรรมชาติเหลว” ผสมอยู่ด้วย ซึ่งมีราคาแพงและใช้เป็นวัตถุดิบปิโตรเคมีได้ดีเยี่ยม

การค้นพบครั้งนี้จึงกลายเป็นความหวังใหม่ของไทยที่กำลังหาแหล่งพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

ไทยจึงลงทุนมหาศาลกับการทำระบบโครงสร้างเพื่อวางท่อส่งก๊าซใต้ทะเลจากแหล่งเอราวัณยาวมาถึงระยอง ส่งก๊าซเข้าสู่ระบบท่อของปตท. ที่มารอรับเพื่อไปกระจายต่อเป็นผลิตไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน และส่งเข้าโรงงานปิโตรเคมี

ในที่สุดความฝันของไทยก็เป็นจริง เมื่อสามารถเริ่มนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณมาใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ได้เป็นครั้งแรกในปี 2524

จากก๊าซธรรมชาติกลางทะเล สามารถส่งต่อมาขึ้นฝั่งและผลิตเพื่อส่งใช้ในประเทศได้แล้ว ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ 100% ที่ทำให้เคยเกิดปัญหาเงินเฟ้อและข้าวของแพง

ในวันที่ปตท. ทำพิธีเปิดวาล์วก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวคำสั้นๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและทรงพลังว่า

“นับจากนี้ไป ประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าและโชติช่วงชัชวาล”

ไทยคาดหวังสูงกับแหล่งเอราวัณ เพราะการมีก๊าซธรรมชาติเองไม่ได้แค่ลดการนำเข้าน้ำมัน แต่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ถึง 3 เด้ง แบ่งเป็น

1) ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า : โรงไฟฟ้าเปลี่ยนมาใช้ก๊าซที่ราคาถูกและเสถียรกว่าน้ำมันนำเข้า ทำให้ต้นทุนค่าไฟของโรงงานอุตสาหกรรมต่ำลง แข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น

2) เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี : ก๊าซจากอ่าวไทยสามารถนำมาแยกเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมและผลิตเป็นสิ่งต่างๆ สร้างเป็นอุตสาหกรรมพลาสติก เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการขายก๊าซเฉยๆ ได้หลายเท่า

3) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ : เมื่อมีพลังงานมั่นคงและราคาถูก นักลงทุนจากญี่ปุ่นและตะวันตกจึงแห่กันเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ในไทย

ยิ่งรัฐบาลยุคนั้นเปิดยุทธศาสตร์ระดับชาติ คือโครงการ Eastern Seaboard หรือโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ก็ยิ่งจุดไฟให้เศรษฐกิจไทยโชติช่วงชัชวาลไปได้อีก 

บริษัทจากทั้งญี่ปุ่นและตะวันตก ได้ย้ายฐานผลิตเข้ามาอยู่ในประเทศไทย สร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ให้คนรุ่นนั้นได้ลืมตาอ้าปาก เป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจและปากท้องคนไทยจนถึงทุกวันนี้

บวกกับช่วงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมาก ช่วยลดภาระการนำเข้าและเงินเฟ้อ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่ปรับลดลง ทำให้สภาพคล่องไหลเข้าสู่ตลาดทุนแทนการฝากธนาคาร

พร้อมกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยได้สะดวกขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติเข้ามาสู่ตลาด

ทั้งเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติส่งใช้ในประเทศ บริษัทจากญี่ปุ่นและตะวันตกตบเท้าเข้ามาตั้งโรงงานในไทย ราคาน้ำมันปรับลง และเปิดให้ต่างชาติเข้าถึงตลาดหุ้นได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ตรงนี้เองทำให้คนไทยถึงกับรวยไม่ไหวจริงๆ ดูได้จากตลาดหุ้นในเวลานั้น

2529 SET Index อยู่ที่ 130 จุด

2537 SET Index วิ่งไปถึง 1,789 จุด 

แค่เวลาเพียง 8 ปี ตลาดหุ้นไทยวิ่งไปถึง 13 เด้ง เกิดเป็นเศรษฐีป้ายแดงเต็มเมือง

สถิติของ SET Index ที่ปรับขึ้นไปถึง 1,700 จุด ตอนนั้นอยู่ยงคงกระพันหลายทศวรรษ ก่อนจะมาแตก 1,800 จุด ในปี 2561

ขณะที่ตัวเลข GDP ช่วงทองของยุคโชติช่วงชัชวาล ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่น่าจะมีใครทำได้ในยุคนี้

2531: GDP โตถึง 13.3%

2532: GDP โตถึง 12.2%

2533: GDP โตถึง 11.2%

สามปีนั้นประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลกในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว และการเติบโตถึงสองหลักได้ 3 ปีติดต่อกันเป็นสิ่งที่ในปัจจุบันแทบไม่มีประเทศไหนในโลกทำได้ ยกเว้นประเทศที่เพิ่งเปิดเศรษฐกิจใหม่ๆ

แต่อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางถึงปลายของยุคโชติช่วงชัชวาลมีสิ่งหนึ่งที่กำลังจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต คือ “การเก็งกำไร”

การเติบโตที่มาจากภาคการผลิตจริงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการเก็งกำไร โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในภาคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ซื้อมาเก็งกำไรที่ดิน หรือสร้างตึกคอนโดสูงทิ้งไว้ เพราะคิดว่าได้เงินกู้มาถูก และจะขายได้กำไรในเวลาไม่นาน 

จากที่เป็นการลงทุนเพื่อขยายโรงงานผลิตสินค้าเพื่อส่งออก มาเป็นเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น จนราคาบ้านและที่ดินพุ่งสูงเกินความจริงไปหลายเท่า

อีกสัญญาณความเสี่ยงคือ ยุคนั้นไทยใช้ระบบตะกร้าเงิน ซึ่งผูกเงินบาทไว้กับดอลลาร์ที่ประมาณ 25 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนจึงประมาท กู้เงินดอลลาร์มาโดยไม่ทำประกันความเสี่ยงเพราะเชื่อว่าเงินบาทจะอยู่ในระดับนั้นต่อไป

จนในที่สุด รัฐบาลไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 จากดอลลาร์ละ 25 บาท พุ่งไปเป็น 56 บาท ในทันที

สมมติว่ากู้เงินมา 1 ล้านดอลลาร์ เป็นหนี้ 25 ล้านลาท แต่พอเงินบาทลอยตัว หนี้ก้อนนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 56 ล้านบาท

คนที่กู้เงินจากต่างประเทศประสบปัญหาในการชำระหนี้ จนหลายบริษัทล้มละลาย เศรษฐีป้ายแดงที่ลืมตาอ้าปากได้ไม่นานกลายเป็นคนตกงานข้ามคืน

ยุคทองของเศรษฐกิจไทยจึงสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง

เหลือไว้เพียงตำนานให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ฟังว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยมี “ยุคโชติช่วงชัชวาล” SET วิ่ง 13 เด้ง ไปถึง 1,700 จุด และเศรษฐกิจโตได้ปีละมากกว่า 10%

โพสต์ที่แนะนำ