ประวัติ สตง. ผู้สอบบัญชีของรัฐเพื่อปกป้องเงินภาษีทุกคน

ประวัติ สตง.

เนื้อหา

หากบริษัทเอกชนต้องมี “ผู้สอบบัญชี” ลงความเห็นในการส่งงบหรือผลประกอบการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐก็มีผู้สอบบัญชีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศเช่นกัน

หน่วยงานนั้นคือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินภาษีของทุกคนในประเทศ

ผู้สอบบัญชี (Auditor) เป็นส่วนที่ทุกคนน่าจะเคยเห็นกันอยู่แล้ว เพราะเมื่อเปิดดูเอกสารผลประกอบการของบริษัทต่างๆ จะต้องมีรายงานการสอบทานข้อมูลของผู้สอบบัญชีอยู่เป็นหน้าแรกก่อนจะเข้าสู่ส่วนอื่นของเนื้อหา

ถ้าเป็นของเอกชนจะมีผู้สอบบัญชีรายใหญ่ระดับโลกอยู่ 4 บริษัท หรือที่เรียกว่า Big Four คือ

  • Deloitte
  • Ernst & Young (EY)
  • PricewaterhouseCoopers (PwC)
  • KPMG

ทั้งหมดนี้มีธุรกิจในไทย และบริษัทใหญ่ๆ ในไทยก็ใช้บริการกลุ่มนี้ในการสอบบัญชีทั้งนั้น

แต่ถ้าเป็นหน่วยงานรัฐก็จะมี สตง. เป็นหัวหอกหลักในการตรวจสอบบัญชีและความโปร่งใสของการใช้งบประมาณแผ่นดิน

ประวัติ สตง.

หากจะย้อนรอยที่มาของ สตง. ต้องบอกว่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 150 ปี หรือตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

จุดเริ่มต้นคือการตั้ง “กรมตรวจเงินแผ่นดิน” เพื่อตรวจสอบว่าเงินที่เก็บมาได้มีการรั่วไหลหรือไม่ ถือเป็นรากฐานแรกของการตรวจสอบเงินแผ่นดินในไทย

ชื่อของสตง. มาเปลี่ยนในปี พ.ศ. 2522 เพราะมีพระราชบัญญัติการตรวจเงินแผ่นดิน ทำให้มีการยกระดับทำงานให้เข้มข้นขึ้นและสามารถตรวจสอบหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ 

แต่ในช่วงนั้น สตง. ยังขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทำให้ไม่มีอำนาจหรือไม่กล้าตรวจสอบอย่างแท้จริง

จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุด คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 (ฉบับประชาชน) เปลี่ยนสถานะของ สตง. เป็นองค์กรอิสระแบบเต็มตัว

การเปลี่ยนครั้งนั้นมีผลให้สตง. ไม่ต้องขึ้นตรงกับรัฐบาลหรือกระทรวง อีกทั้งมี “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” (คตง.) เป็นผู้กำหนดนโยบาย และรายงานตรงต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานอิสระที่สามารถบริหารงานได้เอง ไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไปแล้ว

สตง. ตรวจสอบอะไรได้บ้าง

สตง. มีอำนาจตรวจสอบที่กว้างขวางมาก เพราะครอบคลุมทุกหน่วยงานที่ใช้เงินแผ่นดินหรือทรัพย์สินของรัฐว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ โดยสรุปได้เป็น 6 ด้าน คือ

1) การเงิน : ตรวจสอบการรับจ่าย การเก็บรักษา และการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานว่าเป็นไปตามกฎหมายละระเบียบหรือไม่

2) จัดเก็บรายได้ : ตรวจสอบการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นของหน่วยงาน

3) จัดซื้อจัดจ้าง : ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุหรือทรัพย์สิน

4) ดำเนินงาน : ตรวจสอบแผนงาน การดำเนินงาน และโครงการของหน่วยงานต่างๆ ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คุ้มค่า และได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่

5) สืบสวน : เป็นการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีที่สงสัยว่าการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานรัฐมีเหตุอันสงสัยว่าจะมีการทุจริต

6) เชิงป้อมปราม : ตรวจสอบในลักษณะที่เป็นการป้องกันหรือหยุดยั้งการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่คุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

สตง. ตรวจสอบใครได้บ้าง

ด้วยอำนาจการตรวจสอบที่กว้างขวาง ทำให้ สตง. สามารถสอบหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเรียกว่า “หน่วยรับตรวจ” ได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่สูงสุดไปจนถึงล่างสุด 

  • กระทรวง ทบวง กรม
  • ราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น 
  • รัฐวิสาหกิจ
  • กองทุนเงินทุนหมุนเวียน 
  • หน่วยงานอื่นของภาครัฐ
  • หน่วยงานที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ

จากรายชื่อต่างๆ คงเห็นภาพแล้วว่าแค่หน่วยงานไหนได้เงินจากรัฐหรือมีความข้องเกี่ยวกับทรัพย์สินของรัฐถือว่าอยู่ในกลุ่มที่สตง. เข้าตรวจสอบได้ทั้งหมด

การทำงานของสตง. ไม่ได้แค่ดูตัวเลขในกระดาษ แต่ทำงานเหมือน “นักสืบ + นักบัญชี” ในคนเดียวกัน เริ่มตั้งแต่สงสัยไปจนถึงส่งเช็กบิล

หากพบว่าโครงการไหนมีความเสียงว่าจะมีการทุจริต เช่น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานที่ถูกร้องเรียนจากประชาชน สตง. จะลงไปตรวจสอบแบบของจริง ทั้งตรวจเอกสาร สัญญาจ้าง หรือใบเสร็จ ไปจนถึงขั้นตอนการตรวจหน้างานจริง เพื่อนำไปส่งเรื่องดำเนินคดีได้เลย

สมมติว่ามีเทศบาลตำบลหนึ่งจัดซื้อเสาไฟรูปร่างแปลกประหลาดในราคาแพงเกินจริง

สตง. จะเข้าไปสืบราคาตลาดเพื่อเปรียบเทียบ และตรวจสอบทีละขั้นตอนว่าทำไมต้องใช้รุ่นนี้ หรือมีการล็อคสเปคเพื่อให้บริษัทพรรคพวกหรือไม่

หากชี้แจงไม่ได้หรือไม่ชัดเจน สตง. สามารถสั่งให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องชดใช้เงินส่วนต่างคืนให้แก่แผ่นดินและส่งเรื่องดำเนินคดีวินัยและอาญาได้

สรุปบทบาทและหน้าที่ของสตง. ก็คือผู้สอบเงินแผ่นดินให้ชัดเจนและโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ของทุกคน เหมือนกับผู้สอบบัญชีของเอกชนที่ต้องทำให้ชัดเจนเพื่อผลประโยชน์ของนักลงทุน

เพียงแต่ต่างกันในมุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะเอกชนมีแค่นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นเป็นบางกลุ่ม แต่ถ้าเป็นของรัฐจะใหญ่กว่ามากเพราะ “เงินแผ่นดินนั้นคือเงินของประชาชนทั้งชาติ”

โพสต์ที่แนะนำ