Aurora ร้านทองที่ก้าวข้ามคำว่า “ญาติหมด” จนเข้าตลาดหุ้นได้

เนื้อหา

ในประเทศไทยมีร้านทองกระจายอยู่กว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ ก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นร้านทองที่ชื่อไม่ซ้ำกันทั้งนั้น

แต่ละร้านมักมีแค่ 2-3 สาขาเท่านั้น มีเพียงไม่กี่เจ้าที่สามารถขยายอาณาจักรจนมีสาขาหลักสิบหรือหลักร้อยได้

ปัญหาใหญ่ที่ร้านทองเกือบทุกแห่งต้องเจอเมื่อคิดจะขยายสาขาที่ 4 หรือ 5 คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ญาติหมด”

การที่ต้องมีทองอยู่เต็มหน้าร้าน จะเปิดร้านใหม่สักแห่งจำเป็นต้องมีคนที่ไว้ใจได้ที่สุดไปนั่งเฝ้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นคนในครอบครัวหรือเครือญาติ

แต่เมื่อจำนวนญาติมีจำกัด การขยายสาขาจึงทำได้เพียงแค่ไม่กี่สาขา ถ้าฝืนขยายต่อก็มักจะเจอความเสี่ยงจากการโดนพนักงานโกงหากระบบการจัดการไม่ดีพอ

นี่คือปัญหาที่ Aurora เคยเผชิญเช่นกัน ในวันที่ธุรกิจพร้อมจะเติบโต แต่คนในครอบครัวกลับมีสาขาที่ต้องดูแลจนครบมือหมดแล้ว

เมื่อเจอทางตัน บริษัทจึงเลือกที่จะพัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาทดแทน วิเคราะห์ทุกขั้นตอนอย่างละเอียดว่า จุดไหนที่มีความเสี่ยงจะโดนโกง การลงบัญชีแบบไหนที่จะอุดรอยรั่วได้ และต้องตรวจสอบอย่างไรให้รู้ตัวเลขไม่ถูกต้อง

ในช่วงแรก Aurora เองก็หลีกเลี่ยงปัญหาการโกงไม่ได้ เจอเคสผิดปกติเป็นพันกรณี แต่ก็นำทุกปัญหามานั่งแก้และปิดรอยรั่วไปทีละจุด จนผู้บริหารยุคนั้นถึงขั้นเคยพูดว่า “หายเท่าไหร่ไม่ว่า แต่ที่เหลืออยู่ต้องเป็นของเรา”

ท้ายสุดเมื่อระบบทุกอย่างพร้อม การขยายสาขาหลังจากนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีญาติไปนั่งเฝ้าเหมือนที่ผ่านๆ มา

ช่วงปี 1997 เป็นจังหวะที่ทุกอย่างเริ่มลงตัว ทั้งระบบจัดการและเป็นช่วงเวลาที่ทำเลดีๆ อย่าง Modern Trade กำลังขยายสาขาขึ้นจำนวนมาก เช่น โลตัสหรือแม็คโคร

สิ่งเดียวที่บริษัทขาดในตอนนั้นคือ เงินทุน

ร้านทองเป็นธุรกิจที่ใช้เงินหมุนเวียนต่อสาขาสูงมาก บางเจ้ามีทองอยู่หน้าร้านมากกว่า 30 กิโล คิดเป็นมูลค่าเงินสดกว่า 100 ล้านบาทที่ต้องใช้ในแต่ละสาขา

ถ้าจะทำธุรกิจแบบเดิมการจะขยายสาขาเยอะๆ ในเวลาเดียวกันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

Aurora จึงตัดสินใจปรับกลยุทธ์ด้วยการวางทองในแต่ละสาขาให้น้อยลงเท่าที่จำเป็น และลดต้นทุนการตกแต่งร้านให้มากที่สุด เช่น เปลี่ยนจากตู้ไม้สักหรูเป็นตู้ไม้ธรรมดา เปลี่ยนจากตู้ทรงโค้งที่ราคาสูงเป็นตู้ทรงตรงแบบเรียบง่าย

การทำเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนต่อสาขาลงได้ถึง 4 เท่า ทำให้ในปี 2022 บริษัทสามารถขยายสาขาได้รวดเร็วจนถึง 279 แห่ง พร้อมกับเข้าตลาดหลักทรัพย์ในที่สุด

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นับเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของ Aurora เพราะเป็นการเปิดประตูสู่แหล่งเงินทุนมหาศาล

สำหรับธุรกิจที่ใช้เงินสดเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่น การเข้าถึงตลาดทุนทำให้ Aurora สามารถปูพรมขยายสาขาได้มากมาย

โดยปัจจุบันมีสาขามากถึง 592 แห่งทั่วประเทศ เท่ากับว่าหลังจากเข้าตลาดหุ้นมา พวกเขาเปิดร้านใหม่ได้เฉลี่ยถึงปีละ 100 สาขาเลยทีเดียว

นอกจากเงินทุนแล้ว การเป็นบริษัทจดทะเบียนยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ จน Aurora กลายเป็นร้านทองรายแรกที่สามารถออกหุ้นกู้ได้ ช่วยขยายฐานเงินทุนให้กว้างขึ้นไปอีก

สาขาที่เพิ่มขึ้นนำมาซึ่งรายได้และกำไรที่โตก้าวกระโดดเกือบเท่าตัวภายในเวลาไม่กี่ปี

งบกำไรขาดทุน บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน)

ปี 2022: รายได้ 2.94 หมื่นล้านบาท กำไร 707.9 ล้านบาท

ปี 2023: รายได้ 2.96 หมื่นล้านบาท กำไร 850.0 ล้านบาท

ปี 2024: รายได้ 3.26 หมื่นล้านบาท กำไร 1,135 ล้านบาท

9 เดือนแรกของปี 2025: รายได้ 3.68 หมื่นล้านบาท กำไร 1,333 ล้านบาท

การเติบโตนี้มาจากทั้งยอดซื้อขายทองคำที่เพิ่มขึ้น และธุรกิจขายฝากที่ขยายตัวตามจำนวนสาขา

นี่คือเรื่องราวของร้านทองที่กล้าจะเปลี่ยนวิธีคิด พัฒนาระบบเพื่อลบข้อจำกัดเรื่องคน จนสามารถก้าวพ้นวิถีธุรกิจกงสีแบบเดิมๆ เข้าสู่ตลาดทุนระดับมหาชน และนำเงินทุนมาสร้างอาณาจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โพสต์ที่แนะนำ