ถ้านึกถึง “เครื่องมือการเงิน” ที่เก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิตหรือส่งต่อให้ลูกหลาน คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงหุ้น กองทุนรวม การส่งประกันสังคม หรือประกันชีวิต แต่สำหรับคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะต่างจังหวัด เครื่องมือที่ใกล้ตัวที่สุดคือ “สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์”
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฌ.ส.) คือการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจุดประสงค์เพื่อสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพ โดยสมาชิกตกลงกันว่าจะช่วยออกเงินทำศพให้กับสมาชิกที่เสียชีวิต รวมถึงสงเคราะห์ครอบครัวของผู้นั้นด้วย
หากอธิบายให้เข้าใจง่ายคือ “การทำประกันชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกัน” ในระดับชุมชนหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ลักษณะการทำงานของสมาคมฯ มีความแตกต่างกับการทำประกันชีวิตแบบทั่วไปพอสมควร
เริ่มจากการเก็บเงิน มีทั้งแบบหักรายเดือน มีทั้งแบบหักคงที่รายเดือนหรือรายปีเหมือนประกัน และมีแบบหักเพิ่มเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต เช่น คนละ 10 บาท หรือ 20 บาท ต่อศพ เพื่อนำไปส่งให้ทายาทผู้เสียชีวิตหรือเป็นค่าทำศพ
ตามปกติแล้วสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่พบได้บ่อยในไทยจะมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ
1) สมาคมฌาปนกิจตามหน่วยงาน/องค์กร เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ตำรวจ หรือรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อเป็นสวัสดิการให้พนักงาน
2) สมาคมฌาปนกิจตามภูมิลำเนากลุ่มท้องถิ่น ซึ่งมักผูกกับหมู่บ้านหรือชุมชน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพของชาวบ้าน
3) สมาคมฌาปนกิจของธนาคาร เช่น ฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธ.ก.ส. ซึ่งได้รับความนิยมมากในกลุ่มเกษตรกร
สาเหตุที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ได้รับความนิยมในหมู่ชาวบ้านและคนทั่วไป ไม่ใช่แค่อยู่ในบางกลุ่มหรือบางพื้นที่เท่านั้น เป็นเพราะการเข้าถึงง่ายในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน หรือตามรัฐวิสาหกิจก็มีการจัดตั้งสมาคมฯ ในหมู่พนักงาน จึงมีผู้สมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในไทยมีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 4,800 แห่ง ในจำนวนนี้ยังคงดำเนินการอยู่ราว 3,800 แห่ง และว่ากันว่ามีเงินอยู่ในระบบนี้เป็นหลักหลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว
ยกตัวอย่าง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ขบวนการออมทรัพย์ไทย ประกอบด้วย 9 สมาคม 7 กลุ่มวิชาชีพ
ตามข้อมูลจากข่าวย้อนหลัง ระบุว่า มีสมาชิกรวมกันกว่า 1 ล้านราย เสียชีวิต 5 หมื่นราย จ่ายเงินสงเคราะห์ศพไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท
นี่คือตัวอย่างหนึ่งของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในไทยเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ก็มียอดเงินที่จ่ายออกไปแล้วมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมกับสมาคมฯ อื่นๆ ที่อยู่ตามต่างจังหวัด หรือเป็นกลุ่มของพนักงานหรือข้าราชการ
แล้วสมาคมฌาปนกิจในไทย ถูกกฎหมายคือไม่?
ในด้านกฎหมาย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีกฎหมายรองรับชัดเจน โดยอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์
ในด้านการกำกับดูแล ก็มีกฎหมายกำหนดชัดเจนให้มีนายทะเบียนทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมในแต่ละระดับพื้นที่
ระดับสูงสุด คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นผู้ดูแลภาพรวม ออกกฎกระทรวง และมาตรฐานการดำเนินงาน
ระดับปฏิบัติการ หรือนายทะเบียนท้องที่ คือ ผอ. เขตกทม. นายกเทศมนตรี หรือนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตามแต่ละท้องที่
ถ้าหรือเป็นสมาคมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ นายทะเบียนคือปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ
เท่ากับว่า การรับรองของสมาคมฯ มีตั้งแต่ระดับสูงสุด (กระทรวง) มาถึงระดับชาวบ้าน (อบต.) หรือปลัดกระทรวงต่างๆ สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
ในด้านของมาตรการตรวจสอบก็มีกฎควบคุม เช่น ต้องมีผู้ก่อตั้งไม่น้อยกว่า 7 คน และบังคับให้แจกแจงรายละเอียดต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอย่างชัดเจน
หากพบว่าสมาคมดำเนินงานไม่โปร่งใส หรือมีข้อร้องเรียนจากสมาชิก นายทะเบียนมีอำนาจได้ทั้งเรียกมาตรวจสอบหรือสั่งแก้การดำเนินงานที่ผิดกฎหมาย หรือร้ายแรงที่สุดสามารถสั่งให้ยกเลิกสมาคมได้ทันที
ดูผิวเผินพอจะเข้าใจได้ว่า สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นรูปแบบการดำเนินงานที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีมาตรการต่างๆ รองรับการตรวจสอบเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างชัดเจน
แล้วข่าวเรื่องของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่กำลังเป็นประเด็นคืออะไร?
มีการแชร์ข่าวตามโซเชียลมีเดียว่า สมาคมฯ หลายแห่งได้ยกเลิกหรือปิดตัวไป ทำให้สมาชิกโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่เป็นสมาชิกนานแล้ว กังวลว่าจะเสียสิทธิ์หรือไม่ได้รับผลประโยชน์เมื่อเสียชีวิต
ประเด็นที่เป็นข่าวส่วนใหญ่คือการยกเลิกของสมาคมฯ ในต่างจังหวัดหลายแห่ง แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อหรือลงรายละเอียดอย่างชัดเจน แต่ก็พอจะสรุปเป็น 2 สาเหตุหลักด้วยกัน คือ
1) สังคมสูงวัย มีคนสูงอายุมากขึ้น แต่คนรุ่นหนุ่มสาวน้อยลง ทำให้ผู้ส่งเงินเข้าสมทบสมาคมฯ ลดน้อยลง เป็นภาระสำหรับสมาชิกเดิมหรือทำให้เงินกองกลางของสมาคมฯ หมดลง
2) ปัญหาเรื่องการบริหารงาน เกิดขึ้นได้เพราะถ้าเป็นระดับท้องถิ่นอาจขาดความรู้ด้านการบริหารเงินหรือคณิตศาสตร์ประกันภัย อีกทั้งระบบตรวจสอบไม่เข้ม อาจมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต นำเงินไปหมุนทำอย่างอื่น หรือดึงเงินออกไปเลยก็ได้
แม้จะเป็นเพียงการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นได้สั่นคลอนและกระทบถึงความเชื่อมั่นให้ผู้ที่เป็นสมาชิกได้ไม่น้อย
เพราะเรื่องนี้ถ้าหากกระจายไปเป็นวงกว้าง ก็อาจมีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่เป็นสมาชิกมานานแล้ว


