Coke และ Pepsi เป็นน้ำอัดลมเหมือนกัน แต่โครงสร้างธุรกิจของทั้งสองบริษัทแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะธุรกิจของบริษัท Coca-Cola (KO: US) เน้นเครื่องดื่มอย่างเดียว ส่วน PepsiCo (PEP: US) กระจายรายได้ไปทั้งเครื่องดื่มและอาหาร เช่น Lays, Quaker และ Gatorade
Coca-Cola เริ่มจากเภสัชกรคนหนึ่งคิดค้นสูตรไซรัปมาผสมกับน้ำอัดลมครั้งแรกในปี 1886 กลายมาเป็น Coke ที่ทุกคนรู้จักในปัจจุบัน
ความจริงแล้ว Coca-Cola ไม่ได้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มของตัวเองตั้งแต่ผลิต บรรจุขวด และจัดจำหน่าย แต่ใช้กลยุทธ์ขายหัวเชื้อให้โรงงานบรรจุขวดทั่วโลก ซึ่งดูแลเรื่องการผลิต การขนส่ง และการจัดจำหน่ายเอง
ขณะที่ Pepsi มีที่มาคล้ายกัน คือเภสัชกรทำสูตรเครื่องดื่มเองในปี 1898 และมาเริ่มจดทะเบียนทำการค้าในปี 1903 แต่ประสบปัญหาเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งทำให้น้ำตาลขาดตลาดจนธุรกิจล้มละลายและต้องปิดตัวไปช่วงหนึ่ง
หลังจากนั้นมีนักธุรกิจเข้ามาซื้อสูตรและเครื่องหมายการค้าของ Pepsi ไปบริหารต่อในปี 1923 เหมือนเป็นการชุบชีวิตให้แบรนด์นี้กลับมาเกิดใหม่ได้ และมีการเปลี่ยนมือผู้บริหารอีกหลายครั้ง
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Pepsi ควบรวมกับ Frito-Lay ในปี 1965 และเปลี่ยนจากแค่ขายน้ำอัดลมเป็นขยายไปเครือธุรกิจที่มีทั้งขนมและเครื่องดื่มอยู่หลากหลายแบรนด์
ปัจจุบันแบรนด์ที่อยู่ภายใต้เครือ Pepsi มีผลิตภัณฑ์หลากหลายหมวด แบ่งได้เป็น
- เครื่องดื่ม เช่น Pepsi, Mountain Dew, Mirinda, Gatorade และ Rockstar
- ขนมขบเคี้ยว เช่น Lay’s, Doritos และ Cheetos
- อาหารแปรรูป เช่น Quaker Oats
ด้วยธุรกิจที่กว้าง ทำให้โครงสร้างรายได้ของ Pepsi อยู่ที่หมวดเครื่องดื่มเพียง 42% และส่วนที่เหลือเป็นหมวดอาหาร 58%
ขณะที่กลยุทธ์ธุรกิจก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะของ Pepsi เลือกที่จะควบคุมวงจรการผลิตเองในหลายพื้นที่โดยเฉพาะธุรกิจขนมที่ต้องใช้รถขนส่งวิ่งเติมของตามห้างร้านบ่อยๆ
ด้วยธุรกิจที่แตกต่างกัน รายได้ของทั้งสองบริษัทก็แตกต่างกัน
Coca-Cola มีรายได้ในปี 2024 อยู่ที่ 4.71 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิ 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์
Pepsi มีรายได้ในปี 2024 อยู่ที่ 9.19 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิ 9.58 พันล้านดอลลาร์
รายได้ของ Pepsi สูงกว่าเกือบเท่าตัว เพราะมีธุรกิจที่หลากหลายกว่า แต่ก็แลกมาด้วยกำไรที่น้อยกว่า Coca Cola เพราะการคุมแบบครบวงจรการผลิตมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ เช่น โรงงาน การขนส่ง และค่าจ้างพนักงาน
แล้วธุรกิจ Coca-Cola และ Pepsi ในประเทศไทย เป็นรูปแบบไหน
Coca-Cola ในไทย ใช้วิธีขายหัวเชื้อและให้พันธมิตรดูแลส่วนอื่นๆ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยมีโครงสร้างค่อนข้างชัดเจนและถือว่าเป็นหนึ่งในระบบกระจายสินค้าที่แข็งแรงมาก
บริษัทแม่ มาตั้งเป็นบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่ดูแลเรื่องสูตร น้ำเชื่อม การตลาด และกลยุทธ์ โดยไม่ทำการผลิตและกระจายสินค้าเองโดยตรง ในประเทศไทย
ขณะที่ผู้ผลิตจัดจำหน่ายแบ่งเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น ดูแลพื้นที่ 63 จังหวัด ยกเว้นภาคใต้ และอีกรายคือบริษัท หาดทิพย์ ดูแลพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรลงไป
PepsiCo ในไทยอยู่ภายใต้การผลิตและจัดจำหน่ายทั้งหมดของบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง:
- Suntory (51%): ยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องดื่มจากญี่ปุ่น (เจ้าของแบรนด์ Brand’s, TEA+, BOSS Coffee)
- PepsiCo (49%): บริษัทแม่
PepsiCo มีโรงงานของตัวเองอยู่ในจังหวัดสระบุรีและระยอง ทำธุรกิจในประเทศไทยด้วยการร่วมทุนกับ Suntory โดยดูแลเองครบจบทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตและจัดจำหน่าย
ถึงแม้จะเป็นน้ำอัดลมเหมือนกัน แต่ธุรกิจของ Coca-Cola และ PepsiCo แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดำเนินทำธุรกิจ การจัดจำหน่าย ไปจนถึงโครงสร้างรายได้ของบริษัท
แต่ทั้งสองแบรนด์นี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและติดปากทุกคนจนหลายคนเรียกชื่อยี่ห้อแทนน้ำอัดลมเป็นเรื่องปกติแล้ว


