Bumble แอปพลิเคชั่นหาคู่ยอดนิยมในเวลานี้ เกิดขึ้นได้เพราะอดีตผู้ร่วมก่อตั้งของ Tinder ไม่พอใจบริษัท จึงลาออกและลุยตั้งบริษัทใหม่ของตัวเอง
Whitney Wolfe Herd ผู้ก่อตั้งของ Bumble เคยทำงานให้กับ Tinder ซึ่งอยู่ในเครือของ Match Group ตั้งแต่ปี 2012 ตอนนั้นยังอายุแค่ 22 ปี
เส้นทางของ Wolfe Herd เริ่มตั้งแต่สมัยเพิ่งพัฒนาแอปพลิเคชั่น โดยเป็นถึงผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นรองประธานฝ่ายการตลาด บ้างก็ว่าคนนี้เองเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับ Tinder และออกแบบโลโก้รูปไฟที่กลายมาเป็นที่จดจำถึงทุกวันนี้
Wolfe Herd มีบทบาทสำคัญที่ทำให้การตลาดในยุคแรกของ Tinder สามารถจับกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัย ก่อนจะเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้รับความนิยมไปทั่วโลก
อย่างไรก็ดี Wolfe Herd ออกจาก Match Group ในปี 2014 พร้อมกับมีคดีฟ้องร้องบริษัทเก่า ว่า Justin Mateen หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและแฟนเก่า ได้ส่งข้อความเชิงเหยียดเพศ และถูกกีดกันจากตำแหน่งใหญ่ เพราะเป็นเพศหญิง
สุดท้ายเรื่องระหว่าง Wolfe Herd และ Tinder ก็จบที่การไกล่เกลี่ยกันและได้ค่าชดเชยกว่า 1 ล้านดอลลาร์
ไฟแค้นครั้งนั้นทำให้เกิดแอปพลิเคชั่นหาคู่ขึ้นมาใหม่ในปีเดียวกัน โดยสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมากกว่า ใช้ชื่อว่า Bumble
ในยุคตั้งไข่ Bumble ได้เงินทุนจาก Andrey Andreev ผู้ก่อตั้ง Badoo อีกหนึ่งแอปหาคู่ เป็นเงินลงทุน 10 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับให้ใช้ระบบหลังบ้าน แลกกับการได้หุ้นใหญ่
ขณะที่ Wolfe Herd ได้ดูแลส่วนของการทำแบรนด์และการทำการตลาด ซึ่งก็ใช้แนวทางให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือกก่อนมาเป็นจุดขาย
จุดเด่นหลักของ Bumble คือ หากผู้ชายกับผู้หญิงแมทช์กัน ต้องให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายส่งข้อความก่อนภายในเวลา 24 ชั่วโมง มิเช่นนั้นจะหมดอายุ
Bumble ทำอย่างนั้นเพราะมองว่าเป็นการลดโอกาสเกิดการคุกคามทางเพศ และยังเป็นแนวทางใหม่ในการออกเดตของผู้คน
อย่างไรก็ดี เมื่อแอปของ Bumble เริ่มมีผู้ใช้มากขึ้น ปัญหากับ Tinder ก็เริ่มตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง
ในปี 2017 Match Group เคยเจรจาขอซื้อ Bumble เป็นวงเงิน 450 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้ง Wolfe Herd และ Andreev สองผู้ก่อตั้ง ปฏิเสธข้อเสนอไป เพราะมองว่ามูลค่าของบริษัทอาจถึงหลัก 1 พันล้านดอลลาร์
เท่านั้นยังไม่พอ Bumble ได้กล่าวหา Match Group ว่าการเข้ามาขอเจรจาซื้อกิจการเป็นแค่เพราะต้องการเข้ามาล้วงข้อมูลความลับขององค์กรเท่านั้น
พอไม่ขายให้ ปีต่อมาจึงเกิดเป็นสงครามกฎหมายกันระหว่างสองฝ่าย
Match Group ยื่นฟ้อง Bumble ว่าละเมิดสิทธิบัตรด้วยการลอกฟีเจอร์ “ปัด” และการทำแอปแบบให้ผู้ใช้ทั้งสองฝ่ายไม่มีโอกาสได้คุยกันก่อน ต้องแมทช์ก่อนถึงเริ่มคุยได้
Bumble ฟ้องคืนว่า Match Group พยายามเข้ามาแทรกแซงและล้วงข้อมูลกิจการอีกทั้งทำลายภาพลักษณ์ของบริษัทด้วย
ในที่สุด ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงไกล่เกลี่ยและยุติคดีความต่อกัน แต่ไม่มีใครทราบได้ว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง
หลังจากนั้น Bumble ได้เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์กในปี 2021 ใช้ชื่อหุ้น BMBL ระดมทุนได้ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์
ความมั่งคั่งส่วนตัวของ Wolfe Herd ก็พุ่งขึ้นทันที กลายเป็นมหาเศรษฐีหญิงที่อายุน้อยที่สุด ระดับ Billionaire (พันล้านดอลลาร์) ที่พาบริษัทเข้าตลาดหุ้นด้วยตัวเอง
แล้วรายได้และกำไรของ Bumble เป็นอย่างไรบ้าง?
รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 580 ล้านดอลลาร์ (+19% YoY)
2021 761 ล้านดอลลาร์ (+19% YoY)
2022 904 ล้านดอลลาร์ (+19% YoY)
2023 1,052 ล้านดอลลาร์ (+16% YoY)
2024 1,072 ล้านดอลลาร์ (+2% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 ขาดทุน 145 ล้านดอลลาร์
2021 กำไร 310 ล้านดอลลาร์
2022 ขาดทุน 80 ล้านดอลลาร์
2023 ขาดทุน 4 ล้านดอลลาร์
2024 ขาดทุน 557 ล้านดอลลาร์
หากดูตัวเลขของผู้ใช้ (ณ สิ้นไตรมาส 3/2025) จะพบว่า Bumble สิ่งหนึ่งที่เหนือกว่า Tinder ไปแล้ว
ผู้ใช้ที่เสียค่าบริการ
• Bumble 2.34 ล้านคน (-18% YoY)
• Tinder 9.26 ล้านคน (-7% YoY)
รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้
• Bumble 28.27 ดอลลาร์ (+11% YoY)
• Tinder 17.66 ดอลลาร์ (+5% YoY)
นั่นคือ ผู้ใช้ Bumble ยอมจ่ายเงินค่าสมาชิกให้แอปมากกว่า Tinder และมีแนวโน้มยอมจ่ายมากขึ้น เห็นได้จากการเติบโตที่สูงกว่า แม้จำนวนผู้ใช้จะยังคงน้อยกว่า
Bumble อาจไม่ใช่แอปที่จะมาแย่งผู้ใช้ทั้งหมดไปจาก Tinder แต่มีจุดขายด้วยการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้ผู้ใช้ยอมจ่ายได้มากกว่า


