กองทุนบำนาญแคนาดาได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นหนึ่งในกองทุนบำนาญที่มีการบริหารจัดการดีที่สุด และมีเงินเพียงพอที่จ่ายบำนาญไปได้อีก 75 ปี
ก่อนจะเป็นต้นแบบให้ทั่วโลกได้ศึกษา กองทุนบำนาญของแคนาดาก็เคยเจอปัญหาเหมือนกับที่อื่นทั่วโลก ทั้งการบริหารที่ยึดติดกับราชการและล้าหลัง ไม่เป็นอิสระ เช่นเดียวกับการเลือกสินทรัพย์ที่เน้นแค่พันธบัตรรัฐบาล ทำให้ได้ผลตอบแทนต่ำ
เส้นทางของแคนาดาต้องย้อนไปตั้งแต่จัดตั้งในปี 1966 เพื่อบริหารจัดการเงินของชาวแคนาดาเพื่อรองรับการจ่ายเงินบำนาญให้คนทำงานเมื่อเกษียณอายุแล้ว
แต่แล้วเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1990 แคนาดาเริ่มเล็งเห็นว่าอาจประสบปัญหาในอนาคตได้ เพราะอัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลง หมายถึงจะมีคนจ่ายสมทบเข้ากองทุนน้อยลง แต่กองทุนยังต้องจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุอยู่เหมือนเดิม
เคยมีการคำนวณออกมาในปี 1993 ว่าแคนาดาจะมีเงินเหลือสำหรับการจ่ายบำนาญให้ผู้สูงอายุถึงแค่ปี 2015 หรืออีก 22 ปีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ด้วยนโยบายที่ผ่านมาที่เน้นลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล ทำให้เงินกองทุนงอกเงยได้ช้า และยังมองได้ว่าเป็นการเก็บเงินจากประชาชนเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้รัฐบาล หรือเรียกง่ายๆ ว่าให้รัฐบาลไปหมุนเงินนั่นเอง
จากปัญหาดังกล่าว แคนาดาจึงปฏิรูปการบริหารกองทุนบำนาญครั้งใหญ่ในปี 1997
เริ่มจากการปรับโครงสร้างหน่วยงานให้เป็นอิสระ ไม่ต้องยึดติดกับการบริหารแบบราชการ และป้องกันการแทรกแซงจากการเมือง
ขณะเดียวกันยังปรับแนวทางการบริหารให้ชัดเจน จากเดิมที่เป็นเงินกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เป็นพร้อมเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น และเปิดทางให้จ้างมืออาชีพจากเอกชนเข้ามาบริหารได้
จุดนี้เองที่เริ่มทำให้กองทุนบำนาญแคนาดาเริ่มปรับรูปแบบ จากอยู่ภายใต้ราชการเป็นเอกชน และนำเงินไปลงทุนในตลาดทุนทั่วโลกได้มากขึ้น
ในช่วงแรกที่ปฏิรูป แคนาดายังประสบปัญหาเหมือนกองทุนบำนาญทั่วไปในหลายประเทศ คือแม้จะเปิดให้เสี่ยงมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดอยู่กับ Passive (เชิงรับ)
เช่นการลงทุนแบบ Passive Fund คือการลงทุนแบบอิงตามดัชนีอ้างอิง อย่างกองทุน S&P 500 ก็จะซื้อหุ้นในดัชนีและให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี
วิธีนี้อาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนแบบ Active (เชิงรุก) แต่ก็แลกมาด้วยผลตอบแทนที่อาจอยู่ได้แค่ตามดัชนี
แคนาดารู้สึกว่าแค่นี้ยังไม่เพียงพอ จึงปรับกลยุทธ์การบริหารกองทุนบำนาญครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2006 ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การปรับตัวบริหารแบบสมัยใหม่ที่แท้จริง
จากเดิมเน้นลงทุนแบบ Passive เปลี่ยนเป็น Active หรือการเลือกสินทรัพย์ลงทุนด้วยตัวเองเพื่อทำผลตอบแทนชนะตลาด โดยใช้จุดแข็งกองทุนคือมีเงินก้อนใหญ่และอดทนถือนานได้
นอกจากนี้ยังยกเลิกข้อจำกัดที่ให้ลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 30% ทำให้พอร์ตฟอลิโอของกองทุนขยายลงทุนไปได้ทั่วโลก
อีกส่วนที่สำคัญดคือการสร้าง “ทีมล่าผลตอบแทน” เป็นทีมภายในกองทุนให้บริหารจัดการและเลือกสินทรัพย์เองเพื่อทำผลตอบแทนให้ได้สูงที่สุด
การปรับกลยุทธ์เป็นสร้างทีมเองทำให้กองทุนสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจากสถาบันการเงินระดับโลกและ Wall Street เข้ามาทำงานภายในองค์กร
แม้ว่าผลที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายในการบริหารอาจสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาหลังหักค่าใช้จ่ายก็จะสูงกว่าการลงทุนแบบ Passive อย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันกองทุนบำนาญแคนาดามีสัดส่วนการถือพันธบัตรรัฐบาลอยู่แค่ 15% ส่วนที่เหลือ 85% คือการถือสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยสินทรัพย์ก็มีทั้งรูปแบบหุ้น ไปถึงหุ้นนอกตลาด อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการปล่อยกู้ให้เอกชน
ด้วยการปฏิรูปและตั้งทีมงานบริหารภายใน ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนบำนาญแคนาดาสูงกว่ากองทุนบำนาญชาติอื่นๆ และได้รับการยกย่องว่ามีการจัดการบริหารดีที่สุด
ผลตอบแทนสุทธิย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ระดับ 8.4% โดยผลตอบแทนสุทธิปี 2025 อยู่ที่ 9.3%
เงินกองทุนปัจจุบันอยู่ที่ 7.14 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากราว 2.6 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2015
หมายความว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินกองทุนที่รวบรวมจากการสมทบของสมาชิกและเงินที่ได้จากการลงทุนปรับตัวขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว
อีกทั้งมีการคำนวณออกมาแล้วว่าแคนาดาจะมีเงินสำหรับการจ่ายบำนาญให้คนในประเทศไปถึง 75 ปี
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จริงอยู่ที่แคนาดา หนึ่งในต้นแบบการบริหารกองทุนบำนาญดีที่สุดในโลกที่ได้รับการยกย่องจาก World Bank (ธนาคารโลก)
และมีอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเรื่องของ CEO คนเก่าที่ชื่อว่า Mark Machin ซึ่งอยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2016-2021
Machin ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่เคยทำงานให้กองทุนบำนาญแคนาดา โดยมีประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีอยู่ที่ Goldman Sachs สถาบันการเงินชื่อดังระดับโลก และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะถึงเอเชีย
ในยุคของ Machin สินทรัพย์รวมของกองทุนบำนาญแคนาดาปรับขึ้นจากราว 3 แสนล้านดอลลาร์เป็นเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2021 โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการเพิ่มสัดส่วนลงทุนในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดียและจีน
แต่อย่างไรก็ดี จุดจบของ Machin กลับไม่สวยหรูนัก เพราะในเดือน ก.พ. 2021 ตกเป็นข่าวในหน้าสื่อว่าแอบเดินทางไปตะวันออกกลางเพื่อฉีดวัคซีน COVID-19
ในช่วงนั้นแคนาดายังห้ามประชาชนเดินทางออกนอกประเทศยกเว้นแต่จะมีเหตุผลจำเป็น อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีนในประเทศล่าช้า
เมื่อข่าวออกมาว่า Machin แอบบินไปตะวันออกกลาง ทำให้คนไม่พอใจ จนในที่สุดเจ้าตัวต้องยอมลาออกจากตำแหน่ง CEO ของกองทุนบำนาญแคนาดา
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นใครหรือยิ่งใหญ่จากไหน หากอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เมื่อทำผิดกฎ ก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมาเหมือนกัน


