Adobe กับเส้นทางการปรับตัวในแบบมือโปร เพื่อรักษาธุรกิจและความยิ่งใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์ครีเอทีฟ
หลายคนน่าจะรู้จัก หรือเคยใช้งานโปรแกรมของ Adobe เช่น Photoshop, Illustrator, Premiere Pro หรือ Acrobat เป็นหนึ่งในโปรแกรมสำหรับการทำงานเกี่ยวกับการออกแบบสื่อหรือจัดทำเอกสาร
ด้วยความสามารถของโปรแกรม ทำให้ Adobe เคยเป็นเจ้าตลาดแบบที่ไม่น่ามีใครเข้ามาใกล้เคียงหรือท้าชิงได้ ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 70%
แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อมีคู่แข่งใหม่ถือกำเนิดขึ้น ชื่อว่า Canva
Canva เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากข้อจำกัดของ Adobe คือโปรแกรมมีความสลับซับซ้อน ต้องเรียนรู้ถึงสามารถใช้งานได้ จึงออกแบบโปรแกรมใหม่เพื่อทำให้คนทั่วไปใช้งานได้ง่ายขึ้น
กลยุทธ์ของ Canva คือการทำให้โปรแกรมใช้ง่ายด้วยการเน้นใช้เครื่องมือสำเร็จรูป เหมาะสำหรับทุกกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงคนทำงานที่พอจะมีความสามารถใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้
แค่เพียงเวลาประมาณทศวรรษ Canva จากก่อตั้งใหม่กลายเป็นโปรแกรมที่มีผู้ใช้ต่อเดือนมากกว่า 200 ล้านบัญชีทั่วโลก เทียบกับ Adobe ที่มีสมาชิกเพียงประมาณ 30 ล้านบัญชี
แต่ทำไม Adobe ยังคงไม่ล้มหายไป และยืนได้อย่างแข็งแกร่ง
เป็นเพราะ Adobe ใช้ความสามารถและทรัพยากรเดิมที่มีอยู่เพื่อปรับกลยุทธ์ใหม่ เน้นทุกกลุ่มตั้งแต่ระดับอาชีพ ลูกค้าธุรกิจ รวมถึงกลุ่มมือใหม่ ซึ่งเป็นตลาดของ Canva
กลยุทธ์และการปรับตัวของ Adobe แบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก เป็น
1) ทำผลิตภัณฑ์สู้คู่แข่งโดยตรง
ลงตลาดแข่งกับ Canva โดยตรง ด้วยการทำแพลตฟอร์ม Adobe Express
จากที่เป็นโปรแกรมใช้ยาก Adobe ออกผลิตภัณฑ์ใหม่โปรแกรมแบบสำเร็จรูปเหมือน Canva เพื่อชิงผู้ใช้ที่ไม่ได้เป็นระดับอาชีพ
เริ่มจากให้ใช้ฟรีได้ก่อนเก็บค่าบริการเหมือนกับวิธีของ Canva
Express มีการเพิ่มฟีเจอร์ที่เหมาะกับมือใหม่ให้ใช้งานได้ง่าย เช่น ลบพื้นหลัง ปรับขนาด และมีรูปแบบสำเร็จให้ใช้งานได้มากมาย
สำคัญที่สุด คือเรื่องราคา ซึ่งมีรูปแบบหารเป็นทีม เฉลี่ยราคาออกมาต่อเดือนถูกกว่า Canva อีกด้วย
2) เครื่องมือ AI พร้อมรับประกันลิขสิทธิ์
Adobe มีจุดแข็งด้านซอฟต์แวร์อยู่แล้ว จึงได้พัฒนาขึ้นมาเป็น Firefly เครื่องมือ Generative AI ที่สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรมต่างๆ เช่น Photoshop หรือ Illustrator
AI ที่อยู่ใน Firefly พัฒนาขึ้นมาจากการฝึกของ Adobe และใช้ทรัพยากรภายในหรือจากภาพที่ไม่ติดลิขสิทธิ์
ภาพที่เกิดจากการสร้างบน AI ของ Adobe จึงปลอดภัย ไร้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่นำภาพไปใช้ในเชิงพาณิชย์
เมื่อได้ทั้งเครื่องมือ AI และตอบโจทย์ปัญหาลิขสิทธิ์สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Adobe ยังมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าในกลุ่มองค์กรหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่นำผลงานไปใช้งานต่อ
3) การขยายระบบนิเวศ
นอกจากมีโปรแกรมเดิมที่อยู่ในมือ Adobe ยังขยายระบบนิเวศให้ผู้ใช้ เช่น
เปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเครื่องมือ Generative AI ของค่ายอื่น เช่น Google และ OpenAI จากโปรแกรม Photoshop ช่วยให้ผู้ใช้ได้ตัวช่วยเพิ่มโดยที่อยู่ในระบบของ Adobe ต่อไป
การซื้อ Semrush เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศ เสริมธุรกิจจากการออกแบบเป็นการทำการตลาดออนไลน์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์แคมเปญและการทำการตลาดเสริมกับงานออกแบบเพื่อผลลัทธ์ที่ดีที่สุดได้
นอกจากนี้ยังรวมถึงการมีแพลตฟอร์ม Express ซึ่งช่วยให้คนทำการตลาดที่ไม่ได้เก่งด้านงานออกสามารถใช้งานออกแบบสำเร็จรูป และจบงานในที่เดียวได้
จุดนี้เองที่ช่วยเสริมให้ Adobe ไปไกลกว่า Canva ซึ่งมีแค่การออกแบบและนำเสนอเป็นหลัก แต่ยังไม่มีเครื่องมือสำหรับการทำการตลาดออนไลน์เข้ามาด้วย
การปรับตัวของ Adobe ทำให้บริษัทยังคงสถานะเป็น “มาตรฐานของอุตสาหกรรม” สำหรับการใช้งานระดับมืออาชีพ ทำให้ธุรกิจยังยืนหยัดได้ แม้เป็นยุคที่ Canva ครองฐานผู้ใช้ทั่วไปได้มากกว่าเป็นหลายเท่าตัว
แล้วผลประกอบการของ Adobe เป็นอย่างไรบ้าง
รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ (+15% YoY)
2021 1.57 หมื่นล้านดอลลาร์ (+23% YoY)
2022 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ (+12% YoY)
2023 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์ (+10% YoY)
2024 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์ (+10% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 5.26 พันล้านดอลลาร์ (+78% YoY)
2021 4.82 พันล้านดอลลาร์ (-8% YoY)
2022 4.75 พันล้านดอลลาร์ (-1% YoY)
2023 5.42 พันล้านดอลลาร์ (+14% YoY)
2024 5.56 พันล้านดอลลาร์ (+2% YoY)
จากข้อมูลจะเห็นว่า รายได้ของ Adobe มีการเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ เพราะยังมีกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือระดับอาชีพที่จำเป็นต้องใช้อยู่ และเป็นการคิดค่าบริการแบบรายปี
แม้ว่าในภาพรวม Canva อาจดูเหนือกว่าด้วยจำนวนผู้ใช้ที่มากกว่าหลายเท่าตัว แต่ธุรกิจของ Adobe ยังมีสิ่งที่เหนือกว่า ซึ่งยังไม่มีใครเทียบได้ คือการมีสถานะเป็น “มาตรฐานอุตสาหกรรม” สำหรับผู้ใช้งานระดับอาชีพ

