ศึกษาตัวอย่างจากมาเลเซีย จากผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มองว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตยังไม่พอ จึงตั้งแบรนด์รถยนต์แห่งชาติเพื่อเป็นหัวเรือหลักในการพัฒนาประเทศ
มาเลเซียเคยมีแนวคิดการสร้างรถยนต์แห่งชาติในยุคอดีตนายกรัฐมนตรี Mahathir Mohamad ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งสมัยแรกในปี 1981
เดิมทีนั้น มาเลเซียพึ่งพาภาคการผลิตและสินค้าเกษตรเป็นหลัก เช่น น้ำมันปาล์มและยางพารา แต่ในมุมมองของ Mahathir แค่ให้พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตแบบทั่วไป หรือเป็นแค่ฐานการผลิต ยังไม่เพียงพอ
Mahathir มองว่าทักษะและความรู้ด้านวิศวกรรมเป็นกุญแจสำคัญที่จะยกระดับไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว จึงผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นกำลังหลักตามรอยการพัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมนี และญี่ปุ่น
ในที่สุด ความพยายามของ Mahathir เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อรัฐบาลมาเลเซียสามารถจัดตั้ง Proton เป็นบริษัทรถยนต์แห่งชาติ โดยเป็นการร่วมทุนกับ Mitsubishi ค่ายรถจากญี่ปุ่น
Proton มีความสามารถในการผลิต แต่ยังขาดความรู้ในการออกแบบเทคโนโลยีและขั้นตอนการผลิต จึงต้องเริ่มต้นด้วยการร่วมทุนกับผู้เชี่ยวชาญก่อน โดยให้ Mitsubishi เข้ามาช่วยในส่วนที่ยังขาด
รถรุ่นแรกของ Proton เปิดตัวในปี 1985 เป็นซีรีส์ Proton Saga เป็นรุ่นเล็ก ราคาประหยัด เน้นเจาะกลุ่มชนชั้นกลาง อิงต้นแบบมาจาก Mitsubishi Lancer Fiore
การเปิดตัวในช่วงแรกออกมาได้ผลดีมาก เพราะแค่ปีเดียวก็กินมาร์เก็ตแชร์ในมาเลเซียได้ถึง 47% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่ใหม่ในประเทศ และเพิ่มเป็น 65% ในปีต่อมา
หลังประสบความสำเร็จครองตลาดยอดขายในประเทศ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 Proton ก็เริ่มขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน เช่น ประเทศไทย ไปจนถึงสหราชอาณาจักร
Proton อยู่ในช่วงรุ่งเรืองระหว่างทศวรรษ 1990 โดยมีรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาและทำยอดขายได้ดี เช่น Wira และ Satria ส่งให้มาร์เก็ตแชร์ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 70% ของรถยนต์ในประเทศ
นอกจากนี้ Proton ยังคิดไปอีกขั้น จากเดิมที่ยังพึ่งเทคโนโลยีและเครื่องยนต์ของ Mitsubishi เป็นเริ่มคิดจะพัฒนาของตัวเองบ้าง
ในปี 1996 Proton ได้เข้าซื้อหุ้น 80% ในบริษัท Lotus Group ผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษ
เมื่อซื้อแล้ว Proton ก็ได้องค์ความรู้ในการพัฒนารถยนต์เข้ามาเสริม และเริ่มมีรถรุ่นที่ออกแบบและผลิตเองได้เป็นรุ่นแรก คือ proton Waja เปิดตัวในปี 2000
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียหมด
ในช่วงที่รุ่งเรืองที่ครองตลาดในประเทศได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลช่วยด้วยการตั้งภาษีรถยนต์นำเข้า 300% เพื่อกันการแข่งขัน อีกทั้งยังมีการทำให้การเช่าซื้อเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ง่ายขึ้น ให้ผ่อนในอัตราที่ต่ำและยืดเวลาผ่อนได้ถึง 9 ปี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการช่วยเหลือจากรัฐเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Proton ได้ประโยชน์เต็มๆ
ในช่วงนั้นเองก็เริ่มมีการแข่งขันเข้ามาจาก Perodua บริษัทรถยนต์แห่งชาติแห่งที่สอง ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับ Daihatsu และ Toyota และเน้นตลาดราคาประหยัดเหมือนกัน
บวกกับอีกปัจจัยที่ทำให้การแข่งขันจากต่างชาติเริ่มเข้ามา คือการเปิดตลาดเสรี ตามข้อตกลง AFTA ในกลุ่มอาเซียน
ผลการเข้าร่วม AFTA ทำให้มาเลเซียลดภาษีนำเข้าจากชาติในภูมิภาคเหลือเพียง 0-5% ส่งผลให้การแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติเข้ามา โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน Proton ก็เริ่มเจอปัญหาของตัวเอง คือคุณภาพรถไปถึงบริหารหลังการขาย ซึ่งเกิดจากการเน้นทำราคาประหยัด
จากที่เคยครองตลาดได้กว่า 70% ในช่วงทศวรรษ 1990 ส่วนแบ่งของ Proton เริ่มลดลงมาเรื่อยๆ หลังเข้าทศวรรษ 2000 จนเสียตำแหน่งอันดับหนึ่งให้ Perodua
ในที่สุด ผลประกอบการของ Proton ก็ขาดทุน 3 ปีติดต่อกันระหว่างปี 2007-2010
แม้จะได้การอุดหนุนจากรัฐ เช่น ออกโครงการรถเก่าและรถใหม่ แต่สถานการณ์ของ Proton ก็ยังไม่ฟื้น ทั้งมาร์เก็ตแชร์ปรับลงเหลือจนเหลืออยู่ประมาณ 10% อีกทั้งประสบปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ต้องหาเงินกู้จากรัฐเพื่อพยุงกิจการ
จนกระทั่งปี 2017 รัฐบาลมาเลเซียในยุคของ Najib Razak ตัดสินใจขายหุ้น Proton 49.9% ให้ Greely (Zhejiang Geely Holding) บริษัทจากจีน
การขายหุ้นให้ต่างชาติได้รับเสียงคัดค้านจาก Mahathir ว่าเป็นเหมือนกันขายธุรกิจที่เป็นความภูมิใจของมาเลเซีย และยังมีการมองว่าการตัดสินใจของ Najib มีเหตุผลทางการเมืองด้วย เพราะทั้งสองคนเคยมีสถานะเป็นเหมือนอาจารย์กับลูกศิษย์ แต่ขัดแย้งกันในภายหลัง
ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แต่การขายหุ้นให้ Geely เท่ากับว่า ความทะเยอทะยานของ Mahathir ที่จะปั้น Proton เป็นบริษัทรถยนต์แห่งชาติ ได้ปิดฉากลงแล้ว
เรื่องราวของ Proton สะท้อนให้ถึงความพยายามของมาเลเซียที่จะปั้นบริษัทรถยนต์แห่งชาติเพื่อพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมไปอีกขั้น มากกว่าการเป็นแค่ฐานตั้งโรงงานผลิตรถยนต์
แม้ว่าการทำให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องพัฒนาความรู้และความสามารถในการผลิต ให้บริษัทและธุรกิจยืนได้อย่างแข็งแกร่งด้วยตัวเอง
แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ประเทศหนึ่งสามารถมีความคิดที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างเป็นของตัวเองได้


