เศรษฐกิจไทยกำลังเจอแรงกดดัน เมื่อส่งออกที่โตแรงเจอปัญหา “สวมสิทธิ์” และนำเข้าเจอปัญหา “ทะลัก” จนไม่เหลือที่ยืนให้ผู้ผลิตในประเทศ
ในรอบปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไม่รวมทองคำเติบโตกว่า 11% สูงกว่าคาดการณ์ช่วงต้นปี ทำให้หลายคนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ได้เติบโตแย่มากนัก
KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร คาดการณ์ว่า การส่งออกที่เติบโตได้ดีอาจเปนเพียง “ภาพลวงตา”
หากพิจารณาจากกิจกรรมในภาคการผลิตของไทยในช่วงเดียวกัน กลับพบว่าไม่เติบโตหรือหดตัว ต่างกับการส่งออกที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
สาเหตุที่การส่งออกไทยเติบโตได้ดีในปี 2025 มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ปัจจัยแรก คือ การส่งออกทองคำที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามราคาทอง แต่ไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตทองคำ ทำให้ตัวเลขส่งออกที่โตไม่ได้หมายความว่ามาจากการผลิตที่โตขึ้นด้วย
ปัจจัยที่สอง คือ ส่วนสำคัญที่หนุนการส่งออกไทยคือการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งเร่งตัวขึ้น 29% ในปีนี้ เป็นเพราะการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีสินค้ามีผลบังคับใช้ ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ดีขึ้น
หลังมาตรการภาษีสินค้ามีผลแล้ว ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐฯ แบ่งออกเป็น 2 ทางอย่างชัดเจน
กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี (35-40% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ) ยังคงขยายตัวสูงกว่าปกติ ส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษีมีการขยายตัวช้าลง
เมื่อพิจารณาสินค้าที่ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ พบว่ากระจุกตัวอยู่ในหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสัดส่วนกว่า 60% ของการเติบโตของมูลค่าการส่งออกไม่นับรวมทองคำและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมาก
KKP Research ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่มูลค่าเพิ่มของสินค้ากลุ่มนี้จะมีจำกัด และอาจเข้าข่ายว่ามีการ “สวมสิทธิ์” จากจีน
เห็นได้จากกิจกรรมในภาคการผลิตที่ไม่ได้เติบโตตามการส่งออก
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการนำเข้า ซึ่งมูลค่าการนำเข้าในปี 2025 เพิ่มขึ้นสูงกว่า 12% เทียบปีที่แล้ว
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นมาจากวัตถุดิบหรือสินค้าทุนที่ใช้เพื่อส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่เป็นการใช้บริโภคภายในประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าต่างประเทศกำลังเข้ามาตีตลาดไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูกจากจีน หรือเรียกได้ว่าเป็นสินค้าจีน “ทะลัก” เข้ามาไทย
ในระยะถัดไป สถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เพราะจีนมีอุปทานส่วนเกินคงค้างอยู่ในระดับสูงจากการขยายกำลังการผลิต แต่อุปสงค์ในประเทศชะลอตัว ทำให้ต้องหาตลาดต่างประเทศรองรับสินค้าส่วนเกิน ซึ่งมาลงที่ประเทศไทย
ภาพรวมสถานการณ์ ทั้งการสวมสิทธิ์ส่งออก และการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน เป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม
หากกำลังการผลิตในไทยปรับลงถึงจุดที่โรงงานขาดทุนต่อเนื่องอาจทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อและต้องปิดตัวลงมากขึ้นในอนาคต
ต่อมาก็จะเกิดผลกระทบต่อการจ้างงาน การใช้จ่ายภายในประเทศ และดุลการค้าของไทยในระยะต่อไป เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน แม้ตัวเลขส่งออกยังเป็นบวกก็ตาม


