หากนึกถึงโปรแกรมหรือแอปพลิเคชั่นที่สามารถควบคุมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือมือถือผ่านทางออนไลน์ “TeamViewer” น่าจะเป็นชื่อที่หลายคนรู้จักหรือเคยใช้กันมาแล้วทั้งนั้น
TeamViewer เป็นซอฟต์แวร์ควบคุมอุปกรณ์ผ่านทางไกลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งการทำงานในองค์กรและการใช้งานส่วนตัว เช่น
- ช่วยซ่อมหรือแก้ปัญหาต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยอยู่คนละที่ก็สามารถทำได้ เป็นประโยชน์มากสำหรับฝ่าย IT ในองค์กรต่างๆ
- รับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
- จัดประชุมออนไลน์
ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ติดตั้ง TeamViewer อยู่ทั้งหมดประมาณ 2.5 พันล้านเครื่อง มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่าหลายร้อยล้านราย และมีสมาชิกที่เสียค่าบริการอยู่ทั้งหมดประมาณ 6.5 แสนราย
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ TeamViewer เป็นผู้นำตลาดซอฟต์แวร์การควบคุมอุปกรณ์ทั่วโลกด้วยมาร์เก็ตแชร์ประมาณ 54% ตามมาด้วย Anydesk
หลายคนอาจยังไม่เคยทราบมาก่อนว่า TeamViewer มีที่มาที่ไปอย่างไร และกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ทำไมถึงเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กันแพร่หลายไปทั่วโลก
TeamViewer เป็นบริษัทที่ก่อตั้งในปี 2005 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเกิปปิงเงิน ประเทศเยอรมนี
เดิมทีนั้น TeamViewer พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมอุปกรณ์ทางไกลให้บริษัท IT ดูแลระบบและซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าได้ทางออนไลน์และไม่ต้องเดินทางไปตามสถานที่จริง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
เมื่อซอฟต์แวร์เริ่มประสบความสำเร็จ TeamViewer จึงเริ่มปล่อยให้บุคคลทั่วไปและองค์กรต่างๆ ได้ใช้งาน โดยมีทั้งรูปแบบให้ใช้ฟรีและเสียค่าบริการเพิ่มเติม
ฐานผู้ใช้ทั่วโลกของ TeamViewer เติบโตอย่างรวดเร็ว จากก่อตั้งในปี 2005 มียอดการติดตั้งเพิ่มขึ้นจนถึงหลัก 1 พันล้านเครื่อง เป็นครั้งแรกในปี 2015 หรือ 10 ปีนับตั้งแต่เริ่มเปิดตัว ก่อนจะเพิ่มเป็น 2 พันล้านเครื่อง ในปี 2019 หรืออีก 4 ปีต่อมา
ในปี 2019 บริษัทยังอีกมีเหตุการณ์สำคัญ คือการจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เยอรมนี ในเดือน ก.ย. ใช้ชื่อหุ้น TMV
ต่อมาในปี 2020 เกิดการระบาดของ COVID-19 ทำให้ทั่วโลกมีคำสั่งปิดเมือง และงดการเดินทาง กลายเป็นจุดกระแสให้การทำงานออนไลน์บูมขึ้นมาในช่วงดังกล่าว
TMV ได้ประโยชน์แบบเต็มๆ จากธีมหุ้นปิดเมืองในช่วงนั้น ทำให้ราคาหุ้นของบริษัททะยานขึ้นมากกว่า 100% ขึ้นไปทำ All-Time High ในเดือน ก.ค. 2020
เข้าตลาดไม่ถึง 1 ปี กลายเป็นหุ้นเด้งไปแล้ว
หลังจากนั้น บริษัทก็ไปอีกขั้นในชื่อเสียงระดับโลก ด้วยการทำข้อตกลงเป็นผู้สนับสนุนบนหน้าอกเสื้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรฟุตบอลชื่อดัง ในปี 2021 ด้วยข้อตกลงมูลค่าปีละประมาณ 59 ล้านดอลลาร์ ไปถึงปี 2026
อย่างไรก็ดี TeamViewer ขอยุติข้อตกลงก่อนกำหนดในปี 2022 หลังได้รับเสียงคัดค้านจากนักลงทุนเพราะมองว่าเป็นการผลาญเงินที่ไม่คุ้มค่า
อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว แนวโน้มการเติบโตของบริษัทก็เริ่มชะลอตัวลง เพราะเมื่อสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลาย การเปิดเมืองและการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศก็เริ่มกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม หมายถึงความต้องการใช้ซอฟต์แวร์รีโมทก็ลดน้อยลงไปด้วย
ลองดูรายได้และกำไรสุทธิย้อนหลังของ TeamViewer
รายได้ และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2019 390 ล้านยูโร (+51% YoY)
2020 455 ล้านยูโร (+17% YoY)
2021 501 ล้านยูโร (+10% YoY)
2022 565 ล้านยูโร (+13% YoY)
2023 626 ล้านยูโร (+11% YoY)
2024 671 ล้านยูโร (+7% YoY)
กำไรสุทธิ และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2019 103 ล้านยูโร
2020 103 ล้านยูโร (ไม่เปลี่ยนแปลง)
2021 50 ล้านยูโร (-51% YoY)
2022 67 ล้านยูโร (+35% YoY)
2023 114 ล้านยูโร (+69% YoY)
2024 123 ล้านยูโร (+8% YoY)
จากที่เคยมีรายได้เติบโตปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นการเติบโตเหลือเพียง 10% ในปี 2021 และ 13% ในปี 2022
ส่วนราคาหุ้นก็ปรับลงมาแรงเช่นกัน จากจุดสูงสุดในเดือน ก.ค. 2020 ปรับตัวลงประมาณ 80% ภายในเวลา 2 ปี
ปัจจุบัน TeamViewer ปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจเป็นการเน้นลูกค้ากลุ่มองค์กรมากขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ และปรับจากการขายโปรแกรมเป็นรายได้ครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นให้บริการเก็บค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปีเพื่อทำให้ลูกค้าจ่ายค่าบริการต่อเนื่อง
TeamViewer ยังคงเป็นผู้นำตลาดในด้านซอฟต์แวร์ควบคุมอุปกรณ์ทางไกล ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 54% ปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่โปรแกรมอยู่ทั้งหมดประมาณ 2.5 พันล้านเครื่องทั่วโลก
การใช้งาน TeamViewer มีประโยชน์ในหลายด้าน เช่น การทำงานปรับหรือแก้ไขระบบซอฟต์แวร์ในองค์กรต่างๆ ช่วยประหยัดเวลาและการเดินทาง
จึงกลายเป็นที่มาของโปรแกรมควบคุมการทำงานระยะไกลที่มีผู้ใช้งานทั่วโลก


