เข้าใจกลไกเบื้องหลังเพลง All I Want For Christmas Is You ทำไม Mariah Carey โกยเงินปีละ 100 ล้าน

เนื้อหา

เข้าใจกลไกเบื้องหลังเพลง All I Want For Christmas Is You ทำไม Mariah Carey รับค่าลิขสิทธิ์ปีละ 100 ล้าน

เข้าช่วงท้ายปีทีไร เพลง All I Want For Christmas Is You ก็เริ่มกลับมาฮิตติดชาร์ตและเปิดในสถานที่ต่างๆ อยู่เหมือนเดิมทุกปี

ด้วยเนื้อร้อง ทำนอง และความรู้สึกเคลิ้มไปกับบรรยากาศช่วงเทศกาลคริสต์มาส ทำให้เพลงนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพลงชาติแห่งคริสต์มาส

เพลงนี้ไม่ใช่ทำให้คนทั่วโลกได้มีความสุขเพลิดเพลินไปกับช่วงคริสต์มาสเท่านั้น เพราะยังทำให้ Mariah Carey ศิลปินเจ้าของเพลง เพลิดเพลินไปกับ Passive Income ที่เข้ามาตลอดทุกปีจากค่าส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ที่ถือในเพลงนี้

แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอน แต่มีบางสื่อรายงานว่า ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ในแต่ละปีอาจถึงหลัก 100 ล้านบาทเลยทีเดียว

สาเหตุที่ส่วนแบ่งตกไปถึงศิลปินได้ เป็นเพราะมีกลไกบางอย่างที่ช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งจากเพลง ไม่ว่าจะเปิดทางออนไลน์หรือออฟไลน์ก็อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ทั้งนั้น

ที่มาที่ไป และโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังการแบ่งลิขสิทธิ์เพลงเป็นอย่างไรบ้าง

หาคำตอบได้ที่นี่

เข้าใจเบื้องหลังค่าลิขสิทธิ์เพลง

แม้ว่าข้อมูลในสัญญาลิขสิทธิ์เพลงมักเป็น “ความลับทางธุรกิจ” ที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แต่พอจะสรุปภาพรวมการจัดสรรค่าลิขสิทธิ์เพลงโดยอ้างอิงข้อมูลจาก บริษัท ลิขสิทธิ์ดนตรี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCT โดยแบ่งตัวละครหลักในระบบนิเวศนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1: เจ้าของลิขสิทธิ์ (The Rights Owners) 

ต้องเข้าใจก่อนว่าในเพลง 1 เพลง จะประกอบไปด้วย “ลิขสิทธิ์ 2 ประเภท” ที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

1. ลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม (Musical Work) หมายถึง คำร้อง (Lyrics) ทำนอง (Melody) และโน้ตเพลงที่เรียบเรียงเสียงประสานแล้ว

เจ้าของสิทธิ : นักแต่งเพลง (Songwriter/Composer) ประกอบด้วย ผู้แต่งเนื้อร้อง และ ผู้ประพันธ์ทำนอง ซึ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของจะขึ้นอยู่กับสัญญาที่ตกลงกันระหว่างผู้แต่งเพลงแต่ละคน

2. ลิขสิทธิ์งานสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording Work หรือ Master Work) คือ ผลงานเพลงที่ผลิตเสร็จสมบูรณ์พร้อมให้เปิดฟัง (Master Work) เป็นสิทธิในงานเพลงที่ถูกบันทึกเสียงแล้ว และสามารถนำมาเปิดเล่นซ้ำได้ 

เจ้าของสิทธิ : ค่ายเพลง (Record Label) หรือนักแต่งเพลงอิสระที่ลงทุนผลิตงานเอง

ทั่วไปแล้วจะมีการ “แยกกันถือลิขสิทธิ์” ระหว่างงานดนตรีกรรม และงานสิ่งบันทึกเสียงอย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างทุกฝ่าย 

หมายความว่า “ผู้แต่งเพลง” ซึ่งเปรียบเสมือนต้นน้ำผู้สร้างสรรค์งาน (Original Creator) ย่อมมีสิทธิ์ในการถือครองลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง แม้ว่าเพลงนั้นจะถูกนำไปผลิตหรือร้องโดยศิลปินคนใดก็ตาม

เพื่อให้เห็นภาพการจัดสรรรายได้จากลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน ลองพิจารณาสถานการณ์สมมติต่อไปนี้ 

ตัวอย่าง สมมติว่าในเพลง 1 เพลง มีการแบ่งความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน เช่น ลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม (คำร้อง/ทำนอง) อยู่ที่นักแต่งเพลง หรือมิวสิคพับลิชเชอร์ (ตัวแทนนักแต่งเพลง)

ส่วนลิขสิทธิ์งานสิ่งบันทึกเสียง (Master Work) อยู่ที่ค่ายเพลง 

เมื่อเพลงถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น มีการใช้ลิขสิทธิ์เพื่อเปิดเพลงใน สถานประกอบการต่างๆ รายได้จะถูกจัดสรรออกเป็น 2 ทาง ตามสิทธิที่ถูกนำไปใช้

ในตัวอย่างนี้ ศิลปินผู้ร้อง ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับส่วนแบ่งจากค่ายเพลงในสังกัดตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้ในสัญญา

กลุ่มที่ 2: ผู้ใช้งานเพลง (The Users)

กลุ่มนี้คือผู้ที่นำลิขสิทธิ์ทั้ง 2 ประเภท (งานดนตรีกรรม และสิ่งบันทึกเสียง) ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่นการเปิดเพลงในร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม 

ไปจนถึงการใช้เพลงในสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ ผู้ผลิตภาพยนตร์และละคร รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Spotify และ YouTube

การใช้งานเพลงจะต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์หรือองค์กรจัดเก็บด้วยการซื้อใบอนุญาต (Licensing) เพื่อให้การใช้งานเพลงเป็นอย่างถูกกฏหมาย ซึ่งมีข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างกัน เช่น การเปิดเพลงในร้านอาหาร และการนำเพลงไปใช้ประกอบงานโฆษณา จะมีอัตราค่าลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกัน

กลุ่มที่ 3: คนกลางและองค์กรจัดเก็บ (Collective Management Organization)  

ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์ (กลุ่มที่ 1) กับผู้ใช้งาน (กลุ่มที่ 2) เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์แต่ละคนไม่สามารถติดตามจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์การใช้เพลงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ หรือที่เรียกว่า CMO (Collective Management Organization) คือศูนย์กลางที่ช่วยลดความซับซ้อนให้แก่วงการเพลง มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ เช่น 

  • อำนวยความสะดวกในการใช้งาน โดยการออกใบอนุญาตการใช้งานเพลงให้กับผู้ใช้งาน ทำให้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องติดต่อขออนุญาตจากเจ้าของเพลงทีละคน 
  • ทำหน้าที่จัดสรรรายได้กลับคืนไปยังเจ้าของสิทธิ์ (ทั้งนักแต่งเพลงและค่ายเพลง) ตามสัดส่วนการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง

เช่นในกรณีของเพลง All I Want for Christmas is You ที่มีการเปิดในประเทศไทย รายได้จากการใช้เพลงนี้จะถูกจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และส่งกลับไปยัง ASCAP องค์กรจัดเก็บฯ หรือ CMO ในสหรัฐฯ เพื่อจัดสรรกลับไปยังเจ้าของสิทธิ์ต่อไป

จากตัวละครทั้ง 3 กลุ่มนี้ น่าจะพอเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า เมื่อได้ยินเพลงที่เปิดตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์ นั่นหมายความว่ามีการซื้อใบอนุญาตลิขสิทธิ์หรือได้ทำข้อตกลงไว้แล้ว

เป็นหลักการที่ยึดถือร่วมกันทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นเพลงไหน จากชาติไหน หรือไปเปิดใช้ที่ไหนก็ตาม หากมีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์จะต้องมีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับเจ้าของสิทธิ์ในงานนั้นเสมอ

Mariah Carey ทำรายได้เท่าไร

ตามข้อมูลจากสำนักข่าว CNBC โดยอ้างอิงตัวเลขจากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์เพลง คาดว่า Mariah Carey ได้ส่วนแบ่งลิขสิทธิ์จากเพลง All I Want For Christmas Is You ประมาณปีละ 2-4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (60-120 ล้านบาท) 

นับตั้งแต่เพลงนี้เริ่มเปิดตัวในปี 1994 Carey ได้จากเพลงนี้ไปแล้วราว 103 ล้านดอลลาร์ นับรวมทั้งรายได้จากการเล่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และออฟไลน์ เพราะนักร้องคนดังมีส่วนถือลิขสิทธิ์ทั้งดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงด้วย

เท่ากับว่า ไม่ว่าจะมีการซื้อลิขสิทธิ์เพื่อไปเปิดตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก หรือมีการสตรีมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ Carey จะได้รับส่วนแบ่งในทุกทาง

นอกจากนี้ มีตัวเลขคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญว่ารายได้ค่าลิขสิทธิ์ของเพลงนี้ในประเทศไทยมีมูลค่าต่อปีถึงหลักหลายล้านบาทเลยทีเดียว

ตราบใดที่เพลงนี้ยังคงเป็นเพลงอมตะตลอดกาลสำหรับเทศกาลคริสต์มาส ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ก็จะทำงานต่อไป ไม่ว่าจะเปิดที่ไหน เวลาไหน ประเทศไหน ส่วนแบ่งจะตกไปถึง Carey แบบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รอรับเงินส่วนแบ่งเท่านั้น

เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่มีใครสามารถทำได้เท่านี้อีกแล้ว

โพสต์ที่แนะนำ