McCormick แบรนด์ขายเครื่องเทศที่ใช้ปรุงอาหาร อาจดูเหมือนเป็นธุรกิจที่ไม่ได้หวือหวา แต่กลับมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีปีไหนที่รายได้หดตัวเลยในรอบ 22 ปีที่ผ่านมา
ธุรกิจของ McCormick มีประวัติมายาวนาน ก่อตั้งในปี 1889 โดยธุรกิจเริ่มแรกคือการผลิตไซรัป รูทเบียร์ น้ำผลไม้ และสารสกัดต่างๆ ใช้วิธีขายด้วยการเคาะตามประตูบ้านลูกค้า
ต่อมากิจการเริ่มเติบโต ไปเข้าซื้อกิจการบริษัทเครื่องเทศ กลายเป็นธุรกิจหลักมาถึงปัจจุบัน และเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดด้วยสัดส่วนประมาณ 20%
ธุรกิจของ McCormick แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน แบ่งเป็น
ธุรกิจขายปลีกตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป คิดเป็น 57% ของรายได้ ภายใต้แบรนด์ McCormick (เครื่องเทศ) French’s (มัสตาร์ด) และ Frank’s RedHot (ซอสพริก)
อีกธุรกิจคือการขายให้ร้านอาหารหรือขายให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการเป็นคู่ค้ากับแบรนด์อาหารรายใหญ่ชื่อดังระดับโลก คิดเป็น 43% ของรายได้ทั้งหมด
เส้นทางของ McCormick ที่กลายมาเป็นอาณาจักรเครื่องเทศรายใหญ่ที่สุดในโลก มาจากกลยุทธ์ธุรกิจ 2 ปัจจัยหลักด้วยกัน
1) ขยายธุรกิจด้วยการซื้อกิจการ
จากที่เน้นขายเครื่องเทศ เช่น พริกไทย ออริกาโน และอบเชย McCormick ปรับธุรกิจให้เป็นอาณาจักรเครื่องปรุงและส่วนผสมในอาหารที่หลากหลาย
เช่นการซื้อ Zatarain’s ผู้ผลิตซอสและเครื่องปรุงสำเร็จรูป และ Lawry’s แบรนด์เครื่องเทศมาจากเครือ Unilever
ต่อมาคือการซื้อ French’s และ Frank’s RedHot เข้ามาเสริมพอร์ตฟอลิโอ เป็นการรุกเข้าตลาดซอสอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นในช่วงเดียวกับที่ซอสรสเผ็ดจัดจ้านเริ่มมาแรงในตลาด
การซื้อกิจการแบรนด์อื่นๆ ทำให้ McCormick กลายเป็นบริษัทที่มีส่วนผสมหลากหลายในอาหาร ทั้งเครื่องเทศและซอสที่ใชในการปรุงอาหาร ไปจนถึงอาหารสำเร็จรูป ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่ม
ขณะเดียวกัน การซื้อแบรนด์อื่นยังช่วยเป็นเครื่องยนต์หนุนการเติบโตของรายได้บริษัทให้สม่ำเสมออีกด้วย และที่สำคัญคือเลือกซื้อได้ถูกจังหวะและเหมาะสมกับสถานการณ์
2) พัฒนาผลิตภัณฑ์
ในช่วงหลังที่ผู้บริโภคนิยมอาหารรสชาติจัดจ้านมากขึ้น McCormick ก็ได้เสริมผลิตภัณฑ์หมวดซอสเผ็ดเพิ่มมา ทำให้ตอนนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของยอดขายทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดผลิตภัณฑ์เครื่องเทศครั้งใหญ่ในปี 2023 เปลี่ยนฝาขวดครั้งใหญ่ทำให้เก็บความสดให้เครื่องปรุงได้นานขึ้น ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ทำอาหารเองมากขึ้นเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายตามภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งหมดนี้คือการปรับธุรกิจทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และซื้อกิจการบริษัทอื่นเข้ามาที่ทำให้อาณาจักรของ McCormick ขยายความยิ่งใหญ่ และไม่เคยมีปีไหนที่รายได้หดตัวเลยตั้งแต่ปี 2002
ย้อนดูผลประกอบการ 5 ปีหลังสุด
รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 5.6 พันล้านดอลลาร์ (+4.8% YoY)
2021 6.31 พันล้านดอลลาร์ (+12.8% YoY)
2022 6.35 พันล้านดอลลาร์ (+0.5% YoY)
2023 6.66 พันล้านดอลลาร์ (+4.9% YoY)
2024 6.72 พันล้านดอลลาร์ (+0.9% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2020 747 ล้านดอลลาร์ (+6.3% YoY)
2021 755 ล้านดอลลาร์ (+1.1% YoY)
2022 682 ล้านดอลลาร์ (-9.7% YoY)
2023 680 ล้านดอลลาร์ (-0.2% YoY)
2024 788 ล้านดอลลาร์ (+15.9% YoY)
การเติบโตของ McCormick อาจไม่ได้อยู่ในระดับสูงหรือหวือหวา แต่ก็ถือว่าสม่ำเสมอ เป็นผลจากการปรับตัวและปรับธุรกิจให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ไปจนถึงการเลือกซื้อแบรนด์อื่นในจังหวะที่เหมาะสม
ไม่ใช่แค่ทำผลิตภัณฑ์เดิม ขายแบบเดิม และหวังให้ยอดขายดีขึ้นได้เองโดยไม่ทำอะไรเลย

