Taco Bell กลายเป็นหนึ่งในเชนร้านอาหารที่มาแรงในปีนี้ หลังจากปรับแผนธุรกิจใหม่ เน้นดึงดูดใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น จนกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่แห่งการเติบโตสำหรับเครือ Yum! Brands (YUM)
ร้านอาหารเม็กซิกันแบรนด์นี้กำลังมาแรงจนมีผลงานเหนือแบรนด์ในเครืออย่าง KFC และ Pizza Hut โดยข้อมูลจาก Placer ระบุว่า การเติบโตของยอดเข้าร้านในสหรัฐฯ ของ Taco Bell ปรับขึ้น 2.6% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ขณะที่ยอดเข้าร้านเฉลี่ยของทั้งเครือ Yum! ปรับขึ้น 1.5%
ขณะเดียวกัน หลายแบรนด์ในอุตสาหกรรมร้านอาหารสหรัฐฯ กำลังเผชิญสัญญาณที่ไม่ดีในผลประกอบการ เช่น Burger King และ McDonald’s แม้แต่ KFC และ Pizza Hut ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับ Taco Bell ก็มีสัญญาณยอดขายที่ไม่ดีเช่นกัน
ความสำเร็จของ Taco Bell เป็นเหมือนความหวังใหม่แห่ง Yum! ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่เรื่องราวความเป็นมา จากที่เป็นแค่แบรนด์หนึ่งในพอร์ต กลายมาเป็นดาวเด่นดวงใหม่ เกิดขึ้นได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่
Taco Bell เทียบร้านอื่นในสหรัฐฯ
Taco Bell กลายเป็นเชนร้านอาหารที่มาแรงที่สุดในสหรัฐฯ ในขณะที่หลายแบรนด์ รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง KFC และ McDonald’s เริ่มเผชิญสัญญาณไม่ดีเป็นส่วนหนึ่งของภาพอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก
ลองดูข้อมูล Same-Store Sales Growth ในปีนี้
Same-Store Sales Growth ไตรมาส 1
Taco Bell +9.0%
KFC -1.0%
Burger King -1.1%
Wendy’s -2.8%
McDonald’s -3.6%
Popeyes -4.0%
Same-Store Sales Growth ไตรมาส 2
Taco Bell +4.0%
McDonald’s +2.5%
Burger King +1.5%
Popeyes -0.9%
Wendy’s -3.6%
KFC -5.0%
จากข้อมูลดังกล่าวพบว่า Same-Store Sales Growth ของ Taco Bell โดดเด่นที่สุดใน 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ด้วย 9% และ 4% ตามลำดับ ส่วนแบรนด์อื่นมีทั้งติดลบทั้งสองไตรมาส และติดลบไตรมาสเดียว แต่ไม่มีแบรนด์ไหนสามารถเข้าใกล้ระดับของ Taco Bell ได้เลย
.
ทำไม Taco Bell ถึงมาแรง
นับตั้งแต่ Sean Tresvant ขึ้นดำรงตำแหน่ง CEO เมื่อต้นปี 2024 Taco Bell ก็เริ่มความพยายามที่จะปรับตัวให้มีความสามารถที่จะแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการแข่งขันสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จุดเปลี่ยนของ Taco Bell คือการเปิดกลยุทธ์ใหม่ในปีนี้ ชื่อว่า “R.I.N.G.” หรือชื่อเต็ม “Relentlessly Innovative Next-Generation Growth” เพื่อการผลักดันไปสู่การเติบโตในระยะยาว โดยกลยุทธ์นี้แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่
- ขยายเมนูอาหาร และเพิ่มหมวดใหม่ ให้อาหารและเมนูในร้านดูน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น
- เสนอเมนูราคาประหยัดมากขึ้น เพื่อสอดรับกับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ และเป็นเหมือนทางเลือกอาหารว่างที่รับประทานได้นอกเหนือจากมื้อหลัก
- ยกระดับประสบการณ์การเข้าร้านให้ทันสมัย ทำให้ร้านดูเข้าถึงง่าย สั่งอาหารได้สะดวก และบริการรวดเร็วทันใจลูกค้า
- เน้นการโปรโมททางออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการทำการตลาด
- ขยายสาขาทั่วโลกเป็น 3,000 แห่ง ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีสาขา 1,150 แห่ง
แผนธุรกิจดังกล่าวกลายเป็นได้ผลดีในปี 2025 ช่วยหนุนให้ Taco Bell มีการเติบโตที่โดดเด่น และช่วยหนุนให้ผลประกอบการของ Yum! ยังคงเติบโตได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่
1) ยอดขายและกำไรเติบโตโดดเด่น
Taco Bell มีการเติบโตของยอดขาย (ไม่รวมอัตราแลกเปลี่ยน) ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 9% ส่วนตัวเลขของเครือ Yum! อยู่ที่ 5% ซึ่งตัวเลขนี้บ่งบอกถึงการเติบโตที่แท้จริง เพราะตัดเรื่องผลกระทบค่าเงิน ขณะที่ Same-Store Sales Growth และการเติบโตของกำไร ก็อยู่ในระดับแข็งแกร่ง
2) แบรนด์ดึงดูดลูกค้า
การเพิ่มเมนูและการจัดโปรโมชั่นช่วยให้ลูกค้าเข้าร้านได้มากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของบริษัทที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายตามภาวะเศรษฐกิจ
3) การขยายสาขาและปรับตัว
แผนการขยายสาขาทั่วโลก และการยกระดับบริการในร้านเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ Taco Bell สามารถเป็นกำลังสำคัญในการเติบโตของ Yum! โดยมีตัวอย่างทั้งการปรับตัวเป็นบริการให้เน้นการสั่งผ่านมือถือ และการบริการเดลิเวอรี่ ซึ่งทำให้ร้านบริหารงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาพรวม Yum! Brands
ลองดูข้อมูลสำคัญในผลประกอบการของ Taco Bell เทียบกับแบรนด์อื่นในเครือ Yum!
สัดส่วนรายได้ของแบรนด์ในเครือ Yum!
ไตรมาส 3 ปี 2024
KFC 43%
Taco Bell 36%
Pizza Hut 13%
ไตรมาส 3 ปี 2025
KFC 44%
Taco Bell 37%
Pizza Hut 12%
ตัวเลขสำคัญอื่นๆ ในผลประกอบการไตรมาส 3
การเติบโตของยอดขาย (ไม่รวมอัตราแลกเปลี่ยน)
KFC +6%
Taco Bell +9%
Pizza Hut -1%
Yum! +5%
Same-Store Sales Growth
KFC 3+%
Taco Bell +7%
Pizza Hut -1%
Yum! +3%
จำนวนหน่วยที่ขาย
KFC +6%
Taco Bell +3%
Pizza Hut 0%
Yum! +3%
กำไรจากการดำเนินงาน
KFC +14%
Taco Bell +7%
Pizza Hut -8%
Yum! +8%
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า Taco Bell มีการเติบโตที่น่าสนใจไม่แพ้ KFC เห็นได้จากการเติบโตของยอดขาย ไม่นับรวมอัตราแลกเปลี่ยน และ Same-Store Sales Growth ที่เติบโตได้โดเด่น แม้ว่าการขยายตัวของกำไรจากการดำเนินงานยังไม่สามารถสู้ KFC
ปัจจัยที่ควรพิจารณา
- ภาพเศรษฐกิจยังคงเป็นปัจจัยท้าทายสำหรับธุรกิจร้านอาหาร โดยมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาทั้งเรื่องต้นทุนการดำเนินงานและค่าจ้างพนักงาน ต้นทุนสินค้า ไปจนถึงการลดการใช้จ่ายของผู้บริโภค
- ผลประกอบการในเครือ Yum! ยังคงมีปัญหาจากการหดตัวของ Pizza Hut หมายความว่า Taco Bell และ KFC ต้องเป็นตัวแบกเพื่อให้การเติบโตของผลประกอบการโดยรวมไม่สะดุดจากหน่วยที่กำลังมีปัญหา


