วิธีดูหุ้น Visa-Mastercard ผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงแห่งโลกไร้เงินสด

เนื้อหา

การใช้จ่ายและทำธุรกรรมทางการเงินในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็นการทำผ่านออนไลน์หรือบัตรมากขึ้นแล้ว เพราะได้เปรียบกว่าการใช้เงินสดทั้งสะดวกสบาย และความคล่องตัว จนทุกวันนี้การใช้เงินสดลดน้อยลงไปมาก และบางคน (คนไทย) ก็ไม่นิยมพกเงินสดกันแล้วด้วย

กระแสที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนี้กลายเป็นโอกาสให้ตัวกลางทำธุรกรรมต่างๆ ได้เติบโตขึ้นมาทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า แต่หากถามว่าใครได้ประโยชน์สูงสุด คงหนีไม่พ้น Visa (V) และ Mastercard (MA)

สองบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ เป็นเหมือนไอคอนแห่งการใช้จ่ายผ่านบัตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และยิ่งเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ทั้งคู่ก็ยิ่งได้ประโยชน์ในฐานะที่เป็นรายใหญ่ที่ฝังตัวไปทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ และในปีนี้เอง ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็ได้ทำสถิติจุดสูงสุดใหม่อีกแล้ว

หากสนใจศึกษาข้อมูลหุ้น Visa และ Mastercard จะเริ่มได้อย่างไร และควรรู้อะไรบ้าง

หาคำตอบได้ที่นี่

ทำไม Visa และ Mastercard ถึงได้ประโยชน์

1) พฤติกรรมคนเปลี่ยน : คนทั่วไปปรับเปลี่ยนไปใช้การทำธุรกรรมผ่านบัตรมากขึ้น ในขณะที่ร้านค้าหรือระบบต่างๆ สามารถรองรับการใช้บัตรได้มากขึ้นด้วย ไม่เว้นแม้แต่การใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การแตะบัตรเข้าระบบรถไฟฟ้า

2) บทบาทเป็นตัวกลาง : ธุรกิจของ Visa และ Mastercard ไม่ได้เป็นธนาคาร ไม่ได้ปล่อยสินเชื่อ และไม่ได้เป็นผู้ออกบัตร แต่เป็นตัวกลางระหว่างธนาคารหรือผู้ออกบัตร ร้านค้า และผู้ถือบัตร ในการดูแลระบบและเก็บรายได้ค่าธรรมเนียม เพราะฉะนั้น ตราบใดที่คนยังใช้จ่ายผ่านบัตร ทั้งสองบริษัทก็จะได้ประโยชน์ต่อไป

3) อยู่ทุกหนทุกแห่ง : Visa และ Mastercard ให้บริการในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก มีเครือข่ายกว้างขวางอยู่ทุกที่ของมุมโลก มีธนาคารหลายหมื่นแห่ง ร้านค้าเข้าร่วมหลายล้านแห่ง ขณะที่คนทั่วไปก็เข้าถึงบัตรได้ไม่ยาก

วิธีดูหุ้น Visa และ Mastercard

1) รายได้และกำไร

ตามหลักในการดูหุ้นทั่วไป ต้องดูรายได้และกำไรสุทธิ เพื่อให้เห็นภาพว่าบริษัทเติบโตได้ขนาดไหน

รายได้ของ Visa และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว

2021 2.41 หมื่นล้านดอลลาร์ (+10.3%)

2022 2.93 หมื่นล้านดอลลาร์ (+21.6%)

2023 3.27 หมื่นล้านดอลลาร์ (+11.4%)

2024 3.59 หมื่นล้านดอลลาร์ (+10.0%)

กำไรสุทธิของ Visa และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว

2021 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ (+13.3%)

2022 1.49 หมื่นล้านดอลลาร์ (+21.5%)

2023 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์ (+15.5%)

2024 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์ (+14.3%)

รายได้ของ Mastercard และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว

2021 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์ (+23.4%)

2022 2.22 หมื่นล้านดอลลาร์ (+17.8%)

2023 2.51 หมื่นล้านดอลลาร์ (+12.9%)

2024 2.82 หมื่นล้านดอลลาร์ (+12.2%)

กำไรสุทธิของ Mastercard และการเติบโตเทียบรายปี

2021 0.87 หมื่นล้านดอลลาร์ (+35.5%)

2022 0.99 หมื่นล้านดอลลาร์ (+14.3%)

2023 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์ (+12.7%)

2024 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์ (+15.0%)

จากข้อมูลรายได้และกำไรสุทธิ จะเห็นได้ว่า ทั้งสองบริษัทมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดด้วยแรงหนุนจากสังคมไร้เงินสด แม้อาจมีอัตราการเติบโตที่ช้าหรือเร็วแตกต่างกันบ้างในบางปี 

2) Key Metrics

นอกเหนือจากรายได้และกำไร ทั้งสองบริษัทมีตัวเลขหลักที่บ่งบอกถึงธุรกิจ 3 ตัวเลข ประกอบไปด้วย

  • Payment Volume/Gross Dollar Volume: ยอดเงินที่ทำธุรกรรมผ่านบัตร ใช้วัดว่ามีการใช้จ่ายเป็นยอดเท่าไร เช่น หากรูดบัตรซื้อของ 1,000 บาท เท่ากับว่าเป็นยอดผ่านบัตร 1,000 บาท 
  • Processed Transactions/Switched Transactions: จำนวนครั้งที่มีการทำธุรกรรมผ่านบัตร บ่งบอกว่ามีการใช้บัตรเป็นจำนวนกี่ครั้ง ไม่ใช่มูลค่าเป็นเงิน เช่น แตะบัตรซื้อชานม 1 แก้ว นับเป็นธุรกรรม 1 ครั้ง ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการบ่งบอกว่ามีการใช้บัตรเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากขนาดไหน
  • Cross-border Volume: จำนวนครั้งที่มีการทำธุรกรรมข้ามประเทศ เช่น ผู้ออกบัตรอยู่ที่ประเทศหนึ่ง แต่ร้านค้าหรือผู้ใช้บัตรอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ปัจจัยที่ควรพิจารณา

แม้ว่าทั้ง Visa และ Mastercard อาจได้ประโยชน์เต็มๆ ในยุคสังคมไร้เงินสด แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาด้วย เช่น

1) ความเสี่ยงด้านกฎหมาย : ทั้งสองบริษัทเผชิญกับความเสี่ยงกับหน่วยงานกำกับดูแลของหลายประเทศในหลายประเด็น เช่น การผูกขาด การกำหนดค่าธรรมเนียมกับร้านค้า และการจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

2) ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ : เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการเงิน ซึ่งหากเกิดเหตุครั้งใหญ่และไม่สามารถรับมือได้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระยะยาวได้

3) มูลค่าหุ้น : ปัจจุบันมูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทอยู่ในระดับสูง โดยค่า P/E Ratio ของ Visa อยู่ที่ 33.2 เท่า และ Mastercard อยู่ที่ 35.4 เท่า สูงกว่าของดัชนี S&P 500 ซึ่งอยู่ที่ 30 เท่า

สรุป

Visa และ Mastercard เป็นสองยักษ์ใหญ่ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ จากสังคมไร้เงินสด และมีแนวโน้มว่าจะได้ประโยชน์ต่อไปตราบใดที่พฤติกรรมของทุกคนยังเป็นแบบนี้ต่อไป แม้อาจมีปัจจัยเสี่ยงบ้าง แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจของทั้งสองบริษัทนี้ได้ฝังรากลึกเข้าสู่ชีวิตประจำวันของทุกคนไปเรียบร้อยแล้ว

โพสต์ที่แนะนำ