หากนึกถึงนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้และเข้าถึงทุกคนได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่า “คนละครึ่งพลัส” คงต้องเป็นหนึ่งในนโยบายที่ทุกคนเอ่ยถึงแน่นอน เพราะเป็นการกระตุ้นที่เข้ากระเป๋าคนทั่วไปจริงๆ และใช้ได้จริง แม้กระทั่งการเดินออกมาซื้อข้าวของทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ความจริงแล้ว คนละครึ่งพลัส หรือโครงการเดิมคือ คนละครึ่ง เป็นเพียงหนึ่งในเศษเสี้ยวของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น เพราะกลไกหรือประเภทของการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีอีกหลายรูปแบบ จะใกล้ตัวหรือไกลตัวคนขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าโครงการนั้นช่วยอะไรหรือกลุ่มใดบ้าง
แท้จริงแล้ว นโยบายเศรษฐกิจมีกี่ประเภท และคนละครึ่งพลัส จะอยู่ในประเภทไหน
หาคำตอบได้ที่นี่
นโยบายเศรษฐกิจมีกี่ประเภท
ตามหลักทั่วไปแล้ว นโยบายเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1) นโยบายการเงิน (Monetary Policy)
ผู้ดำเนินการ : ธนาคารกลาง
เครื่องมือ : ควบคุมปริมาณเงินในระบบและอัตราดอกเบี้ย
ตัวอย่าง : การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การอัดฉีดประมาณเงินเข้าสู่ระบบ
ส่วนนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของธนาคารกลาง ซึ่งสำหรับประเทศไทยคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือสหรัฐฯ เป็น Federal Reserve System (FED) โดยหน้าที่ของธนาคารกลางชาติต่างๆ คือการกำหนดและควบคุมปริมาณเงิน ดูแลเสถียรภาพของค่าเงิน ไปจนถึงควบคุมเงินเฟ้อ ให้เป็นไปตามความเหมาะสมในแต่ละสภาวะเศรษฐกิจ
หากเศรษฐกิจอ่อนแรง แบงก์ชาติสามารถกระตุ้นได้ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายผ่อนคลาย เพื่อช่วยให้เกิดการกู้สินเชื่อเพื่อนำไปลงทุนและหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
หากเศรษฐกิจเริ่มเติบโตจนถึงระดับที่เหมาะสม หรือเงินเฟ้อเริ่มสูงแล้ว แบงก์ชาติก็ต้องควบคุมไม่ให้แรงจนเกินไปด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
2) นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)
ผู้ดำเนินการ : รัฐบาล
เครื่องมือ : การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
ตัวอย่าง : การลดหย่อนภาษี การใช้งบประมาณส่งเสริมการบริโภค และการลงทุนภาครัฐ
หน้าที่ของรัฐบาลคือการบริหารประเทศไปพร้อมกับบริหารการคลังไม่ให้ขาดดุลหรือคุมให้ขาดดุลน้อยที่สุด แต่ในกรณีที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องหย่อนเรื่องวินัยการคลังในใช้มาตรการหรือนโยบายต่างๆ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
ยกตัวอย่างนโยบายการคลังให้เห็นภาพ เช่น การให้เงินอุดหนุนโดยตรงเพื่อให้ประชนชนไปใช้บริโภค ซึ่งก็คือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้
ขณะที่โครงการแนว “ช็อปช่วยชาติ” หรือ “ช็อปดีมีคืน” ก็จัดว่าเป็นนโยบายการคลัง โดยรัฐจะให้คนไปจับจ่ายใช้สอยตามช่วงเวลากำหนด และนำไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งหมายถึงว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้อาจลดลง แต่อาจกลับสู่รัฐในรูปแบบอื่นแทน เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
นอกจากนี้ยังรวมถึง การใช้งบประมาณลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน และเบิกจ่ายโครงการต่างๆ เพื่อให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
การบริโภคมีผลต่อเศรษฐกิจได้มากขนาดไหน
หากนับแค่ตัวอย่างจากคนละครึ่งพลัส การกระตุ้นการบริโภคมีประโยชน์ช่วยให้เกิดกิจกรรมการใช้จ่ายและการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นอกเหนือจากการสร้างความนิยมให้รัฐบาล
ก่อนอื่นต้องเข้าใจสมการของเศรษฐกิจก่อน
ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) = C+I+G+(X-M)
• C (Consumption) คือ การบริโภคของครัวเรือนและภาคธุรกิจ
• I (Investment) คือ การลงทุนของภาคธุรกิจ
• G (Government Spending) คือ การใช้จ่ายภาครัฐ
• X (Exports) คือ การส่งออกสินค้าและบริการของประเทศ
• M (Imports) คือ การนำเข้าสินค้าและบริการของประเทศ
ส่วนของประเทศไทยแบ่งเป็น C = 57.7%, I = 17.3%, G = 22.2%, X = 65.4%, M = 63.7%
จะเห็นได้ว่า การบริโภคมีสัดส่วนใหญ่สุด 58% เพราะฉะนั้นหากกระตุ้นการบริโภคได้ ก็จะช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมได้ โดยไม่ต้องไปพึ่งพาปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างการนำเข้า (X)
สรุป
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในการกระตุ้นการบริโภคที่เห็นผลได้ง่าย เพราะทุกคนก็พร้อมจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นผ่านโครงการนี้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการบริโภค เครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ดี การกระตุ้นการบริโภคเป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบที่ทำได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องใช้นโยบายรูปแบบอื่นมาประกอบกันด้วยถึงจะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวและเติบโตไปทั้งระบบได้


