Fiverr เคยเป็นบริษัทหลายคนเชื่อว่า จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของโลกไปเลย แต่วันนี้กลับกลายเป็นหุ้นที่ไม่มีใครสนใจ
เกิดอะไรขึ้น?
Fiverr ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 ที่อิสราเอล เกิดจากการเห็นช่องว่างในตลาด คือการจะจ้างฟรีแลนซ์สักคนมันยุ่งยากมาก ทั้งเรื่องหาคน จ่ายเงิน แล้วก็ปัญหาการโกงกัน
Fiverr จึงสร้างระบบที่ทำให้การจ้างใครสักคนง่ายเหมือนซื้อของบน e-commerce หาง่าย จ้างง่าย คุยง่าย และปลอดภัย
จุดขายคือ ฟรีแลนซ์ทุกคนที่มาขายบริการต้องมีเวลาส่งมอบงานที่ชัดเจน ราคาที่แน่นอน และเริ่มต้นแค่ 5 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ “Fiverr” นั่นเอง
รายได้ของบริษัทมาจากค่าธรรมเนียมระหว่างการจ้างงาน เก็บทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ
ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้มีคนเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จนประสบความสำเร็จในเวลาเพียง 2 ปี
จนวันที่ 19 มิถุนายน 2019 Fiverr ก็ได้เข้าซื้อขายครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในตัวย่อ FVRR
แล้ว COVID ก็มา
เพียงไม่กี่เดือนหลังเข้าตลาด โลกก็เจอกับการปิดเมือง
ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ธุรกิจต่างๆ ถูกบังคับให้ทำงานจากบ้าน ห้างร้านต้องปิดตัวลง
และธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง ที่ไม่เคยต้องสนใจโลกออนไลน์ ก็ถูกบังคับให้เข้ามาเปิดธุรกิจบนดิจิทัล
แล้วบังเอิญว่ากลุ่มนี้ เป็นลูกค้าหลักของ Fiverr พอดี
หลายบริษัทต้องการหาคนมาออกแบบเว็บไซต์ ทำระบบการเงินออนไลน์ ทำการตลาด ตัดคลิปวิดีโอ
จะจ้างคนมาทำตรงนี้แบบ Full-time ในเวลาที่โลกไม่แน่นอน ก็ไม่น่าจะดี
ทำให้เกิดการจ้างงานฟรีแลนซ์จำนวนมากผ่านเว็บไซต์ของ Fiverr
COVID กลายเป็นลมส่งครั้งใหญ่ของ Fiverr
เรียกได้ว่าเข้าตลาดหุ้นถูกจังหวะมาก
จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 2.35 ล้านคนในปี 2019 เป็น 3.42 ล้านคนในปี 2020
และเป็นครั้งแรกที่บริษัทสามารถทำกำไรในระดับ Adjusted EBITDA ได้ (กำไรที่ไม่รวมดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และอื่นๆ)
ราคาหุ้นปรับตัวจากราว 17 ดอลลาร์ ขึ้นไปถึง 323 ดอลลาร์ เป็นผลตอบแทนเกือบ 20 เท่าในเวลาไม่ถึงปี
นักลงทุนมองว่า Fiverr กำลังเป็น “The Future of Work” คือบริษัทที่จะเปลี่ยนการทำงานของทั้งโลก
ต้องยอมรับว่าในเวลานั้น องค์ประกอบทุกอย่างทำให้ภาพอนาคตของบริษัทเป็นแบบนั้นจริงๆ
จากทั้งโครงสร้างการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไป ทุกคนต้องทำงานออนไลน์ และมองกันว่าสิ่งนี้จะเป็นแบบนี้ไปตลอด
รวมถึงมูลค่าตลาดฟรีแลนซ์แค่ในสหรัฐฯ ประเทศเดียว ก็มีมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว
และการที่ Fiverr มีชื่อเสียงในกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก ก็ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทมีโอกาสเจาะฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่มีจำนวนมหาศาลได้อีกเยอะ
แต่ความคาดหวังที่นักลงทุนมี อาจจะสูงเกินไป
ด้วยการเติบโตของรายได้ และความคาดหวังของนักลงทุน ทำให้ Valuation ของ Fiverr ซื้อขายกันแพงมากๆ
Price-to-Sales Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อยอดขาย อยู่ที่ 50 เท่า ทั้งที่ยังไม่เคยมีกำไรจริงเลยสักบาท
เพื่อให้เห็นภาพ ปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม ซื้อขายกันอยู่ที่ P/S ประมาณ 3 เท่า
นักลงทุนในเวลานั้นเชื่อว่า Fiverr จะสามารถโตต่อเนื่อง 50-70% ไปได้เรื่อยๆ จึงยอมจ่ายแพงขนาดนั้น
แล้วความจริงก็มาถึง
เมื่อเรามามองย้อนกลับไป จะเห็นว่าสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังไว้ ไม่เกิดขึ้นจริงเลย
โลกกลับสู่ภาวะปกติในเวลาไม่กี่ปี ความต้องการจ้างงานในโลกดิจิทัลที่พุ่งขึ้นก็กลับสู่ปกติตามไปด้วย
การเติบโตของรายได้ที่เคยอยู่ระดับ 70-80% ชะลอลงเหลือแค่สิบต้นๆ หรือเพียงหลักหน่วย
รวมถึงเงินเฟ้อที่เข้ามา และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น
จากลมหนุนใต้ปีก พลิกมาเจอแรงต้านในเวลาแปบเดียว
และสิ่งที่นักลงทุนมองข้ามไปตอนนั้น คือทั้งหมดเป็น “การดึงอุปสงค์มาใช้ล่วงหน้า”
โลกการจ้างงานไม่ได้เติบโตได้แบบนั้นตลอด ทั้งหมดเป็นการกระโดดเพียงครั้งเดียว
จำนวนผู้ใช้เริ่มลดลงเป็นครั้งแรกในปี 2024-2025 จาก 4.1 ล้านราย เหลือเพียง 3.1 ล้านราย
แม้วันนี้ทุกอย่างจะเริ่มกลับสู่ปกติแล้ว Fiverr ก็ยังต้องมาเจอคู่แข่งตัวใหม่ที่ชื่อว่า Generative AI
ที่สามารถทำภาพ เขียนบทความ แปลภาษา ได้ด้วยต้นทุนแทบเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นกลุ่มรายได้หลักของบริษัท
ในปี 2025 บริษัทรายงานว่าหมวดหมู่บริการที่เกี่ยวข้องกับการเขียนและแปลภาษาลดลงถึง 20% เทียบกับปีที่ผ่านมา
กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำลังกดดันราคาหุ้นอยู่วันนี้
ถ้าดูพื้นฐานของ Fiverr วันนี้ จะเห็นว่ามีพัฒนาการที่ดีมาก
รายได้สูงกว่าตอนเข้าตลาดหุ้นถึง 5-6 เท่า
มีกำไรทางบัญชีจริงๆ แล้ว (เทียบกับที่ขาดทุนมาตลอด ก่อนเข้าตลาด)
และมีจำนวนผู้ใช้งานเยอะกว่าปี 2018 อยู่ 50%
แต่ราคาหุ้นกลับกำลังทำ All Time Low ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 97% จากจุดพีคในปี 2021
เรื่องของ Fiverr เป็นบทเรียนว่า บริษัทที่ดี ไม่ได้แปลว่าหุ้นจะดีตาม ถ้าราคาที่จ่ายไปมันรับรู้อนาคตไว้หมดแล้ว และสิ่งที่ดูเหมือน “เทรนด์ถาวร” หลายครั้งก็แค่อุปสงค์ที่ถูกดึงมาใช้ล่วงหน้าเท่านั้น


