ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อาภัพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเองเลย แต่บริหารอย่างไรถึงมีน้ำมันสำรองกว่า 200 วัน สามารถประคองสถานการณ์ให้ทุกคนยังไปเติมน้ำมันตามหน้าปั๊มได้
โครงสร้างการบริหารและจัดการน้ำมันของญี่ปุ่นมีความรัดกุมอยู่พอสมควร ซึ่งเกิดขึ้นเพราะข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ด้วย จึงต้องทำระบบให้ดีเพื่อรองรับความเสี่ยง โดยมี 2 ป้อมการการหลัก คือ
ป้อมปราการที่ 1 “คลังสำรองยุทธศาสตร์”
ญี่ปุ่นมีคลังน้ำมันสำรองเป็นของรัฐ เก็บไว้ในคลังขนาดยักษ์ 10 แห่งทั่วประเทศ มีสำรองไว้ใช้ได้ประมาณ 145 วัน
ขณะเดียวกันยังมีข้อบังคับให้โรงกลั่นเอกชนและผู้นำเข้าน้ำมันต้องสำรองไว้อีกอย่างน้อย 70 วัน
รวมของรัฐที่สำรองเอง กับของเอกชน เท่ากับว่าญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองแล้วมากกว่า 200 วัน หรือเกือบ 7 เดือน โดยไม่กระทบถึงเศรษฐกิจและประชาชน
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องการสำรองน้ำมันไว้ในประเทศมาก เพราะปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ หากเกิดปัญหาสงครามหรืออะไรก็ตามที่กระทบการขนส่งระหว่างประเทศ จะถูกตัดขาดจากภายนอกทันที
บทเรียนสำคัญก็คือวิกฤตน้ำมันในช่วงทศวรรษที่ 1970 ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเกือบ 100% และเริ่มการสร้างคลังสำรองน้ำมันอย่างจริงจังจนเป็นรูปเป็นร่างในทศวรรษต่อมา
รูปแบบคลังของญี่ปุ่นก็มีทั้งแบบถังบนดิน ถังใต้ดิน และคลังแบบลอยน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการกระจายความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
ต่อมาญี่ปุ่นยังมีการสำรองก๊าซหุงต้มไว้ในประเทศเพื่อกันความเสี่ยงที่จะกระทบถึงประชาชนด้วย
รวมกันแล้วญี่ปุ่นใช้งบประมาณสำหรับการสร้างคลังสำรองเป็นหลักหลายแสนล้านเยน
ไม่รวมกับงบประมาณสำหรับดูแลรักษาระบบคลังสำรองอีกประมาณปีละ 150,000-200,000 ล้านเยน
แต่รัฐก็สามารถสั่งปล่อยคลังน้ำมันได้เลยเมื่อมีปัญหาภายนอก เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การใช้น้ำมันของในประเทศไม่สะดุด
ป้อมปราการที่ 2 “การอุดหนุนโรงกลั่น”
ญี่ปุ่นใช้วิธีจ่ายอุดหนุนให้โรงกลั่น เพราะมองว่าเป็นต้นทางตัวจริง และง่ายกว่าการไปคุมราคาตามหน้าปั๊มทั่วประเทศ
เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงจนโรงกลั่นเริ่มขาดทุน รัฐจะอุดหนุนส่วนต่างให้ทันที โรงกลั่นก็สามารถลดราคาขายส่งลงได้ และน้ำมันที่ส่งต่อไปยังปั๊มทั่วประเทศก็จะถูกลงด้วย
การอุดหนุนให้โรงกลั่นเป็นวิธีที่ใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาล ปีละกว่า 2 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท
แต่วิธีนี้ช่วยให้ญี่ปุ่นได้ประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาคน คือ พอราคาหน้าโรงกลั่นไม่ขยับขึ้นลงเร็วเกินไป ราคาหน้าปั๊มก็จะไม่เหวี่ยงแรง เช่น ขยับขึ้นทีละ 1-2 เยน
ประชาชนพอรู้ว่าราคาไม่ขยับแรง ก็จะรู้สึกว่า จะเติมวันพรุ่งนี้หรือมะรืน ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็ยังไม่ต่างกันมาก ไม่จำเป็นต้องรีบไปต่อคิวเติมน้ำมันจนเกิดปัญหาหมดปั๊ม
แล้วประเทศไทยต่างกับญี่ปุ่นอย่างไร?
ไทยต่างจากญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิงทั้ง “การสำรอง” และ “การอุดหนุน”
รัฐบาลไม่ได้มีคลังน้ำมันยุทธศาสตร์เป็นของตัวเอง มีเพียงกฎหมายบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสร้างถังและสำรองไว้เอง
เรื่องนี้มีที่มาจากยุควิกฤตน้ำมันช่วงทศวรรษ 1970 ไทยมองว่าการสร้างคลังเองต้องใช้งบประมาณสูงเกินไป จึงเลือกใช้กฎหมายบังคับให้เอกชนต้องสร้างคลังน้ำมัน และนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ทำอย่างอื่นมากกว่า
หลังจากนั้นก็มีความพยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมถึงในขณะนี้ที่เกิดสถานการณ์ขาดแคลนหน้าปั๊มก็มีการพูดถึงอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้ใกล้เคียงที่จะเกิดขึ้นจริง
ส่วนเรื่องการอุดหนุน ไทยใช้ “กองทุนน้ำมัน” ไปชดเชยราคาตามหน้าปั๊ม ไม่ได้จ่ายให้โรงกลั่นเหมือนญี่ปุ่น
เมื่อราคาน้ำมันโลกสูง กองทุนจะจ่ายชดเชยเพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่ง แต่เมื่อราคาน้ำมันโลกต่ำ กองทุนจะเก็บเงินจากคืนเพื่อไปชำระหนี้
แต่จุดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาในเวลานี้ เพราะกองทุนน้ำมันช่วยพยุงราคาไว้ได้แค่หน้าปั๊ม แต่ไม่สามารถไปคุมราคาโรงกลั่น ทำให้เกิดช่องว่างราคา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม
พอน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มถูกกว่ามาก รถจากภาคอุตสาหกรรมที่ปกติซื้อแบบค้าส่งจากโรงกลั่น ก็เปลี่ยนไปแย่งคนทั่วไปเติมน้ำมันที่ปั๊มต่างๆ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หน้าปั๊มขาดแคลน
หากเทียบวิธีการบริหารจัดการแล้ว ญี่ปุ่นยอมควักเนื้อสร้างคลังสำรอง และใช้งบประมาณอุดหนุนที่หน้าโรงกลั่น แต่สิ่งที่ได้มาคือ คุมสถานการณ์ได้ง่ายกว่าในช่วงวิกฤต
มีน้ำมันสำรองมากกว่า 200 วัน รัฐสั่งปล่อยออกมาใช้ได้เลย ราคาน้ำมันที่โรงกลั่นและหน้าปั๊มไม่เหวี่ยงมาก เพราะรัฐอุดหนุน ประชาชนไม่แตกตื่น ไม่เกิดปัญหาหน้าปั๊มหมด
ไทยและญี่ปุ่นมีบทเรียนจากวิกฤตขาดแคลนน้ำมันเหมือนกัน แต่เลือกเส้นทางต่างกัน ผลที่ได้ออกมาก็ต่างกัน


