สองพี่น้อง Seiders จากธุรกิจเข้าถังน้ำแข็งไทย ไปทำใหม่เป็นแบรนด์ YETI ส่งขายทั่วโลกปีละ 6 หมื่นล้าน

เนื้อหา

ใครจะเชื่อว่าถังน้ำแข็งแบบไทยๆ ที่เห็นกันอยู่ทั่วไป จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดธุรกิจ YETI แบรนด์ระดับโลกที่มียอดขายปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

Roy Seiders และ Ryan Seiders สองพี่น้องชาวเท็กซัสคู่นี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะว่าคุณพ่อ Roger Seiders เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตน้ำยาเคลือบคันเบ็ดตกปลาชื่อดังและได้ช่วยธุรกิจของที่บ้าน ทั้งคู่จึงคลุกคลีกับการทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก

ทั้งคู่มีงานอดิเรกก็คือการตกปลาและล่าสัตว์ ซึ่งจุดนี้กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจในเวลาต่อมา

ในยุคนั้น ถังน้ำแข็งในสหรัฐฯ มีราคาแค่ประมาณ 20-23 ดอลลาร์ หรือประมาณ 700-1,000 บาท ซึ่งเทียบค่าครองชีพแล้วก็ถือว่าถูกมาก แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่พังง่าย ฝาบุบ หูหิ้วหลุด และเก็บความเย็นไม่ได้นาน ทำให้พี่น้อง Seiders ต้องซื้อถังใหม่เปลี่ยนบ่อยๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญคือในปี 2002 ระหว่างที่สองคนไปเดินงานแสดงสินค้าเครื่องใช้กลางแจ้ง ทั้งคู่สะดุดตากับถังแช่น้ำแข็งจากประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจกว่าของที่ขายอยู่ในสหรัฐฯ จนน่าทึ่ง

ถังจากไทยใช้กระบวนการผลิตแบบพลาสติกหล่อหนาชิ้นเดียว ซึ่งปกติใช้ทำเรือคายัค ทำให้ของไทยแข็งแรงจนคนขึ้นไปยืนบนฝาถังได้โดยไม่บุบ

ทั้งคู่จึงเริ่มเห็นโอกาส จับธุรกิจนำเข้าถังแช่จากโรงงานในไทยไปวางขายในสหรัฐฯ

แต่อย่างไรก็ดี หลังนำเข้าถังจากไทยไปขายในสหรัฐฯ ได้ระยะหนึ่ง Seiders พบว่าสินค้าจากไทยมีคุณภาพดี แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำตลาดพรีเมียม

สองพี่น้องจึงนำโครงสร้างความแข็งแกร่งจากของไทยไปดัดแปลงใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนโฉมให้เป็นดีไซน์ดูเท่ขึ้น เสริมระบบล็อคให้แน่หนาขึ้น และเสริมฉนวนกันความร้อนให้หนากว่าเดิม

ในที่สุด แบรนด์ YETI ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 2006 โดยเน้นการทำจุดขายเรื่องความคงทน คุณภาพสูง คุ้มค่ากับราคา และไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

เงินทุนเริ่มต้นของ YETI อยู่ที่ประมาณ 1 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจปัจจุบัน

สองพี่น้องใช้กลยุทธ์ขายในช่วงแรกที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่ได้ส่งขายตามห้างสรรพสินค้า แต่เลือกส่งขายตามร้านอุปกรณ์ตกปลา เพื่อสร้างฐานและเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ใช้จริงก่อน จนกลายเป็นสินค้าที่ต้องมีสำหรับคนที่ชื่นชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ธุรกิจของสองพี่น้อง Seiders จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ตรงนั้น และทำ IPO เข้าตลาดหุ้นในปี 2018 ใช้ชื่อหุ้น YETI จนกลายมาเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน

ผลิตภัณฑ์ของ YETI แบ่งออกเป็น 3 หมวด คือ

1) แก้วและขวดน้ำ เป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมด เป็นสินค้าที่คนซื้อซ้ำได้บ่อยและง่ายกว่า เพราะมีหลายสีหลายขนาด

2) ถังแช่และอุปกรณ์ เป็นสัดส่วนประมาณ 38% เป็นกลุ่มถังแช่ และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีราคาขายสูง แต่คนไม่ซื้อบ่อยเท่าแก้วน้ำ

3) สินค้าอื่นๆ เป็นสัดส่วนประมาณ 2% คือกลุ่มเสื้อผ้า อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และสินค้าไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ

YETI มีรายได้เท่าไร?

รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว

2021 1,411 ล้านดอลลาร์ (+29% YoY)

2022 1,595 ล้านดอลลาร์ (+13% YoY)

2023 1,659 ล้านดอลลาร์ (+4% YoY)

2024 1,830 ล้านดอลลาร์ (+10% YoY)

2025 1,868 ล้านดอลลาร์ (+2% YoY)

กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว

2021 212 ล้านดอลลาร์ (+36% YoY)

2022 90 ล้านดอลลาร์ (-58% YoY)

2023 170 ล้านดอลลาร์ (+89% YoY)

2024 176 ล้านดอลลาร์ (+3% YoY)

2025 165 ล้านดอลลาร์ (-6% YoY)

จากเงินลงทุนประมาณ 3 ล้านบาท สองพี่น้อง Seiders ได้เปลี่ยนไอเดียจากถังน้ำแข็งของไทยเป็น YETI ซึ่งมีรายได้ในปีล่าสุดอยู่ที่ 1,868 ล้านบาท หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

สินทรัพย์ของพี่น้อง Seiders ก็เพิ่มขึ้นตามขนาดของธุรกิจและกำไรของ YETI

Roy ผู้พี่ ได้ขายหุ้น YETI ออกไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเหลืออยู่ประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปต่อยอดทำธุรกิจอื่น

Ryan ผู้น้อง ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มูลค่าประมาณ 223 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันเริ่มลงจากการบริหารงานแล้ว และไปทำปศุสัตว์กับกิจกรรมออนุรักษ์ธรรมชาติ

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมี YETI Capital กองทุนส่วนตัวที่นำเงินไปลงทุนในแบรนด์กิจกรรมกลางแจ้งรุ่นใหม่ๆ เช่น Duck Camp, Howler Bros และ Solo Stove ซึ่งหลายบริษัทเติบโตจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว

ความมั่งคั่งและสินทรัพย์ที่มีอยู่ของพี่น้อง Seiders เกิดจากการต่อยอดผลิตภัณฑ์ถังแช่ของไทย ไปออกแบบและทำใหม่ จนกลายเป็นสินค้ามีมูลค่า ทำเงินได้ปีละ 6 หมื่นล้านบาท

จากในอดีตที่ไทยผลิต และส่งขายไปสหรัฐฯ กลายเป็น YETI ไปออกแบบใหม่ จ้างโรงงานไทยทำ (บางส่วน) แปะเป็นแบรนด์ส่งขายทั่วโลก

โพสต์ที่แนะนำ