ISO คืออะไร ทำไมป้ายนี้มูลค่าปีละ 7 แสนล้าน

เนื้อหา

ทุกคนน่าจะเคยเห็นป้าย ISO 9001 หรือ ISO 14001 เวลาไปสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในโรงงาน สำนักงาน โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน หรือแม้แต่ท้ายรถบรรทุก

ความจริงแล้ว ISO คืออะไร ทำไมบริษัทที่ทำหน้าที่ตรวจและออกใบรับรองนี้ถึงทำรายได้ปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท จากการออกใบรับรองให้บริษัทต่างๆ ทั่วโลก

ISO (International Organization for Standardization) คือองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน

ลองนึกภาพว่าถ้าโรงงานไทยผลิตน็อตแบบหนึ่ง โรงงานญี่ปุ่นผลิตหัวน็อตอีกแบบหนึ่ง พอเอามาประกอบกันแล้วหมุนไม่เข้า โรงงานหรือใครก็ตามที่ได้ของจากสองที่ไปใช้ต่อก็จะเกิดปัญหา เพราะของเข้ากันไม่ได้

ISO จึงเกิดขึ้นมาเพื่อกำหนด “กติกา” และ “ภาษากลาง” ให้คนทั้งโลกทำงานตรงกัน เพื่อให้สินค้ามีความปลอดภัย คุณภาพดี และใช้งานร่วมกันได้ไม่ว่าจะผลิตจากที่ไหนในโลกก็ตาม

ผู้กำหนดมาตรฐานและกติกาคือ องค์กร ISO แต่ผู้ลงไปตรวจและออกใบรับรองจริงๆ เป็นบริษัทเอกชนที่ได้รับการรับรองว่าเป็นกลางและมีมาตรฐานจริง สามารถไปรับรองบริษัทอื่นได้ โดยจะส่งวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูหน้างานจริงว่าบริษัทต่างๆ ทำตามตำรากติกาจริงหรือไม่

สิ่งที่ตรวจก็มีทั้งตรวจเอกสาร สัมภาษณ์พนักงาน และดูหน้างานจริง ถ้าทุกอย่างถูกต้องตามเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด บริษัทตรวจประเมินก็จะออกใบรับรองให้

ประเภทของ ISO มีอยู่หลายร้อยหลายพันประเภท แต่ที่หลายคนเห็นได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันจะมีอยู่ 5 ตัว คือ

  • ISO 9001 เน้นเรื่องการจัดการคุณภาพ คือการันตีว่าบริษัทนี้ทำงานเป็นระบบ ไม่มั่ว มีขั้นตอนชัดเจน
  • ISO 14001 เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าโรงงานไหนมีตัวนี้ แสดงว่าผ่านมาตรฐานด้านการจัดการขยะและมลพิษได้ดีเยี่ยม
  • ISO 45001 เน้นเรื่องความปลอดภัยพนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าคนทำงานจะไม่ได้บาดเจ็บกลับบ้าน
  • ISO 27001 สิ่งนี้แอปธนาคารต้องมี เป็นการรับรองว่าข้อมูลผู้ใช้จะไม่รั่วไหลและปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์
  • ISO 22000 พบได้บนฉลากของอาหาร เพื่อบอกว่าโรงงานนี้สะอาดปลอดภัย ไม่มีปัญหาอนามัยถูกลืม

ได้ ISO แล้วมีผลอย่างไร ทำไมทุกบริษัททั่วโลกต้องยอมจ่ายเพื่อสิ่งนี้?

ISO ไม่ใช่แค่กระดาษที่แปะไว้ให้คนดูเล่นๆ แต่มีผลทางธุรกิจมหาศาล ทำให้ทั่วโลกต้องยอมจ่ายเพื่อให้ได้ใบรับรองมาไว้ครอบครอง เพราะแค่ใบเดียวสามารถช่วยธุรกิจได้ 4 ด้าน แบ่งเป็น

1) “พาสปอร์ต” ในการค้าขายระดับโลก

สมมติว่าบริษัทในไทยอยากขายชิ้นส่วนรถยนต์ให้ Toyota หรือส่งอาหารไปขายในยุโรป คู่ค้าจะถามหา ISO เป็นอย่างแรก เพราะเป็นหลักฐานว่ามีมาตรฐานอยู่แล้วโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องบินมาตรวจเอง

2) ลดความเสียหายและต้นทุน

เมื่อมีระบบ ISO พนักงานจะทำงานตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ทำให้เกิดของเสียน้อยลงและอุบัติเหตุน้อยลง ซึ่งหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

3) ความเชื่อมั่นจากลูกค้า

ลูกค้าจะรู้สึกอุ่นใจเมื่อเห็นเครื่องหมาย ISO บนสินค้า (เช่น ISO 22000 ในอาหาร หรือ ISO 27001 ในแอปธนาคาร) เพราะยืนยันว่าสินค้าหรือข้อมูลของคนจะปลอดภัยแน่นอน

4) ยกระดับองค์กร

การเตรียมตัวเพื่อรับ ISO บังคับให้บริษัทต้องจัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ ทำให้พนักงานมีวินัยและระบบงานมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น

ทั้งหมด 4 ข้อนี้ คือเหตุผลที่บริษัททั่วโลกต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ใบรับรอง ซึ่งจะมีกำหนดอายุไว้ เช่น 1-3 ปี พอครบอายุ ก็ต้องให้มาตรวจใหม่หรือต่ออายุใบรับรอง วนอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

แล้วบริษัทที่ตรวจและออกใบรับรองมีใครบ้าง?

ปัจจุบันมีอยู่ 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดโลก ซึ่งแต่ละบริษัทมีความโดดเด่นต่างกันไป

1) SGS (หุ้น SGSN: SW)

บริษัทใหญ่ที่สุดในด้านจำนวนพนักงานและเครือข่ายสาขา สำนักงานใหญ่อยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีพนักงานเกือบ 1 แสนคน และมีห้องปฏิบัติการกระจายทั่วโลกมากกว่า 2,600 แห่ง

จุดเด่นของ SGS คือความเชี่ยวชาญในการตรวจสินค้าเกษตร แร่ธาตุ และสินค้าอุปโภคบริโภค เรียกได้ว่าครอบจักรวาลที่สุดแล้ว

2) Bureau Veritas (หุ้น BVI: FR)

เป็นบริษัทฝรั่งเศส ขับเคี่ยวอยู่กับ SGS มาตลอด ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1828 หรือเกือบ 200 ปี มีความน่าเชื่อถือในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก การตรวจสอบอาคาร โรงงาน สิ่งก่อสร้างใหญ่ และอุตสาหกรรมเดินเรือ

3) Intertek (หุ้น ITRK: GB)

เป็นบริษัทจากสหราชอาณาจักร แม้ขนาดและประวัติความเป็นมาจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า SGS และ Bureau Veritas แต่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค พบได้ในเสื้อผ้าแบรนด์ดัง หรือของเล่นเด็ก

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทำธุรกิจตรวจและออกใบรับรอง เช่น TÜV SÜD (เยอรมนี), DNV (นอร์เวย์), BSI (สหราชอาณาจักร) หรือในประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานรัฐ/กึ่งรัฐที่ออกใบรับรองได้เช่นกัน แต่หากทำธุรกิจข้ามชาติ จะต้องพึ่งใบรับรองจากสามบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นหลัก

ลองดูรายได้ปีล่าสุดของสามยักษ์ใหญ่ระดับโลก

SGS: 8.98 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 279,000 ล้านบาท

Bureau Veritas: 7.89 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 245,000 ล้านบาท

Intertek: 4.59 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 143,000 ล้านบาท

แค่สามบริษัทนี้ก็มีรายได้รวมกันปีละเกือบ 700,000 ล้านบาท

เป็นรายได้ที่มาจากการตรวจและออกใบรับรองให้ธุรกิจทั่วทั้งโลก มีใบกระดาษหรือสัญลักษณ์แปะอยู่ตามสถานที่ต่างๆ รอบตัวทุกคน เพียงแต่อาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ธุรกิจนี้มีมูลค่าสูงขนาดนี้

โพสต์ที่แนะนำ