ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือว่าครบรอบ 1 ปีแล้วที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามการค้าผ่านกำแพงภาษี (Tariff) กับหลายประเทศทั่วโลก จนเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวนขึ้นรายวัน
ในงาน “The Future of International Trade – One Year On” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ให้ข้อมูลภาพรวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาได้อย่างน่าสนใจ
บุรินทร์เปรียบสหรัฐฯ ในวันนี้เหมือนกับสหรัฐฯ ในปี 1823 ยุคของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ที่เกิดแนวคิด “ลัทธิมอนโร” (Monroe Doctrine) เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจากยุโรปไม่ให้เข้ามารุกรานดินแดนในทวีปอเมริกาทั้งอเมริกาเหนือและใต้
แต่ในรอบนี้ ศัตรูในสายตาของสหรัฐฯ มีเพียงหนึ่งเดียวคือ จีน
หากย้อนกลับไปช่วงปี 1890 สหรัฐฯ เคยเป็นมหาอำนาจผู้ผลิตหลักของโลก ในขณะที่จีนยังบอบช้ำจากสงครามฝิ่น แต่ในวันนี้ภาพกลับสลับกัน จีนกลายเป็นโรงงานของโลก กระจายสินค้าและอำนาจสู่ประเทศต่าง ๆ
ส่วนสหรัฐฯ กลับกลายเป็นผู้บริโภคที่เอาแต่จ่ายเงินออกนอกประเทศเพียงเท่านั้น ไม่สามารถผลิตอะไรได้มากมายเหมือนแต่ก่อน
การใช้กำแพงภาษีจึงถูกนำมาใช้เพื่อทวงคืนตำแหน่งอีกครั้ง
กลยุทธ์ของทรัมป์ในครั้งนี้ไม่ใช่การพุ่งเป้าไปที่จีนตรง ๆ ในทันที แต่หลายอย่างที่สหรัฐฯ ทำคือการโจมตีจีนทางอ้อมทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น
การขึ้น Tariff กับประเทศข้างเคียงอย่างแคนาดาและเม็กซิโกก่อน เป็นสองประเทศแรก
เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่าการขึ้นภาษีตรง ๆ กับจีนไปเลย ก็ไม่ได้ลดสินค้าที่จีนส่งออกได้ เพราะยังมีสินค้าจำนวนมากที่เข้ามาผ่านประเทศเหล่านี้
แถมสหรัฐฯ ยังรู้อีกว่าช่วงที่ผ่านมาทวีปอเมริกาใต้ที่เป็นเหมือนสวนหลังบ้าน แต่กลับมียอดซื้อขายกับประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงการที่จีนมีการสวมสิทธิ ใช้ประเทศเหล่านี้ในการส่งออกสินค้าต่าง ๆ
สหรัฐฯ จึงทำการขึ้นภาษีกับหลายประเทศในทวีปอเมริกา เพื่อป้องกันสินค้าจีนเข้ามา และเป็นการแสดงถึงอำนาจว่าทวีปนี้มีคนคุมอยู่
หรือการเข้าไปโจมตีเวเนซุเอลาเองก็เป็นการโจมตีจีนทางอ้อมเช่นกัน เพราะจีนเป็นประเทศที่ไม่มีแหล่งน้ำมันเป็นของตัวเอง ต้องนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา
ที่ผ่านมาเวเนซุเอลาโดนกีดกันทางการค้าจากหลายประเทศ ทำให้จีนกลายเป็นลูกค้าหลักที่ขอซื้อน้ำมันในราคาถูก แต่วันนี้อาจจะไม่สามารถซื้อได้อีกแล้ว
หรือแม้กระทั่งการพยายามเข้าไปเป็นเจ้าของกรีนแลนด์จากสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการแร่ Rare Earth ที่อยู่ใต้ดิน แต่อีกส่วนก็สามารถคุมเส้นทางการเดินเรือของจีนได้เช่นกัน ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้อย่างสะดวก
นี่เป็นแค่ตัวอย่างไม่กี่อย่างที่ทรัมป์ทำเพื่อให้ จีนไม่มีอำนาจตามที่หวังไว้ และสหรัฐฯ กลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม ตามคำพูดของทรัมป์ที่ชอบพูดว่า “Make America Great Again” นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอีกนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา
สิ่งที่ทรัมป์ต้องการเห็นคือการที่สหรัฐฯ กลับมามีการผลิตในประเทศอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพิงใครเหมือนเดิม และหาเงินกลับเข้ามาในประเทศผ่าน Tariff
แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่เกิดขึ้น อาจต้องใช้เวลากว่าที่คิด และหลายอย่างกลับเป็นโทษให้กับสหรัฐฯ เอง
แม้รายได้จากภาษีศุลกากรจะเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 76,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 เป็น 235,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียง 4% ของรายได้รัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แทบไม่ได้เป็นอะไรที่เห็นผลมาก
แต่ราคาอาหารกลับปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา จนเริ่มกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชนในปีที่ผ่านมา
กาแฟแพงขึ้น 17%
เนื้อวัวแพงขึ้น 15%
ไข่ไก่แพงขึ้น 17%
น้ำส้มแพงขึ้น 35%
กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มหายไป และราคาสินทรัพย์อย่างบ้านก็ยังสูง ทำให้เราเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาทรัมป์พยายามแทรกแซงธนาคารกลางให้ลดดอกเบี้ย และสินค้าเกษตรหลายตัวก็ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว เพื่อให้ราคาปรับตัวลง
และประเทศจีนแม้จะส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลงถึง 20% ในปีที่ผ่านมา แต่กลับส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 13.4% และยอดเกินดุลของอาเซียนกับสหรัฐฯ ก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา
หรือพูดง่าย ๆ จีนไม่ส่งออกไปสหรัฐฯ แต่ส่งผ่านอาเซียนเพื่อไปขายให้สหรัฐฯ อยู่ดี
และการจ้างงานในประเทศที่คาดหวังไว้ก็ยังไม่ได้เกิดขึ้น รวมถึงการพยายามเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังยากที่จะเกิด จากการขาดแคลนแรงงาน
ความไม่แน่นอนของโลกครั้งนี้ดูเหมือนจะต้องดำเนินไปอีกนาน เพราะสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประโยชน์ตามที่เขาต้องการ
และในปี 2026 นี้ มีสิ่งที่น่าติดตามอยู่หลายอย่าง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น การพูดคุยกับสีจิ้นผิงในช่วงเดือนเมษายน หรือการที่ศาลจะตัดสินว่าการที่ทรัมป์ขึ้นภาษีในช่วงที่ผ่านมานั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ทำให้ทรัมป์ต้องหันมาฟังเสียงประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากของแพงมากขึ้น
บทสรุปของ 1 ปีภาษีทรัมป์ คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ต้องการให้ “America Great Again” แต่ในวันที่โลกนี้ทุกอย่างถูกผูกกันเอาไว้อย่างดี การจะดึงฐานผลิตกลับมาเพียงลำพัง อาจต้องใช้เวลาและราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้มาก


