หากเอ่ยชื่อ Microsoft แน่นอนว่าทุกคนคงต้องรู้จักบริษัทนี้ดี เพราะเป็นเจ้าของบริการระบบต่างๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
แค่เริ่มจากกดปุ่มเปิดเครื่อง ทุกคนก็ได้ก้าวเข้าสู่จักรวาลของ Microsoft เริ่มตั้งแต่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมดูแลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และจากประสบการณ์สมัยเรียน ทุกคนก็น่าจะต้องเคยใช้โปรแกรม Office เช่น Word, Excel และ PowerPoint ในการทำเล่มรายงานหรือวิจัย
จักรวาลของ Microsoft ยังรวมไปถึงบริการอีกมากมาย เช่น Hotmail หรือที่สมัยปัจจุบันเป็นชื่อ Outlook หรือหากใครทัน ก็คงต้องเคยใช้ MSN ในการแชทกับเพื่อนเช่นกัน
ทุกวันนี้ Microsoft ก็ยังคงเป็นผู้ให้บริการระบบซอฟต์แวร์ต่างๆ อยู่เหมือนเดิม หลายโปรแกรมที่ทุกคนเคยใช้ก็ยังมีอยู่และใช้กันอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ธุรกิจก็ย่อมมีการปรับตัว ปรับทัพ หรือพัฒนาสิ่งใหม่ให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่เพือรองรับความต้องการของผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ Microsoft มีธุรกิจอะไรบ้าง และมีรายได้จากไหนบ้าง
ทัวร์จักรวาลไปพร้อมกันได้ที่นี่
Microsoft มีธุรกิจอะไรบ้าง
ปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 ธุรกิจ ได้แก่
1) Productivity and Business Processes
สัดส่วนรายได้ 42.9%
เป็นส่วนธุรกิจที่ผู้คนทั่วไปน่าจะรู้จักผลิตภัณฑ์มากที่สุด มีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น
• Microsoft 365 ทั้งแบบให้องค์กรและผู้ใช้ทั่วไป ทำรายได้จากการให้บริการ และการขายไลเซนส์โปรแกรมต่างๆ เช่น Commercial Cloud, Power BI, SharePoint, Microsoft Teams และ Office
• LinkedIn ทำรายได้จากการสมัครใช้พรีเมียม และบริการต่างๆ ในการหาผู้สมัครงานให้กับธุรกิจและองค์กร
2) Intelligent Cloud
สัดส่วนรายได้ 37.7%
ส่วนนี้เป็นให้บริการคลาวด์และเซิร์ฟเวอร์ มีลูกค้าเป็นธุรกิจและบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูล มีบริการที่หลายคนน่าจะคุ้นชื่อ เช่น Azure และ GitHub
3) More Personal Computing
สัดส่วนรายได้ 19.4%
มีตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่หลายคนน่าจะรู้จักหรือเคยเห็น เช่น
- Windows ระบบปฏิบัติที่ใช้ติดตั้งในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
- Device อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปภายใต้ชื่อ Surface และอุปกรณ์เสริม
- Gaming ทำรายได้จากการขาย Xbox เช่นเดียวกับโฆษณาและค่าสมาชิกอื่นๆ
- Search and News ทำรายได้จากค่าโฆษณาผ่านทาง Bing และ Copilot
แต่ละธุรกิจ เติบโตได้ขนาดไหน
รายได้ของ Microsoft อ้างอิงจากงบการเงินปี 2025 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. 2025) มีการเติบโตเทียบเป็นดังนี้
- รายได้รวม +15%
- Productivity and Business Processes +13%
- Intelligent Cloud +21%
- More Personal Computing +7%
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) ปี 2025
- รายได้รวม 45.6%
- Productivity and Business Processes 57.8%
- Intelligent Cloud 42.0%
- More Personal Computing 25.9%
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่มีการเติบโตโดดเด่นสุดเป็นธุรกิจคลาวด์ ซึ่งได้ประโยชน์จากกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ขณะที่ธุรกิจ Productivity and Business Processes ยังคงมีการเติบโตและเป็นธุรกิจที่มีความสามารถทำกำไรสูงสุดด้วยอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ระดับ 57.8%
Microsoft ได้ประโยชน์จาก AI อย่างไรบ้าง
ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการระบบต่างๆ Microsoft ได้ประโยชน์จากการพัฒนา AI ในหลายทาง เช่น
1) ได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้องมาใช้ระบบพื้นที่เก็บข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft เห็นได้จากการที่รายได้หมวดคลาวด์ในปีล่าสุดเติบโต 21% เหนือรายได้รวมและหมวดอื่น
ในเมื่อการทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนา AI ของบริษัทต่างๆ ยังคงอยู่ในขาขึ้น Microsoft ก็จะได้ประโยชน์จากส่วนนี้ต่อไป และจะเห็นผลได้จากการเติบโตของรายได้บริษัท
2) การมีผู้ช่วย Microsoft Copilot เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ให้ผู้ใช้ได้เข้ามาใช้งาน อาจสร้างรายได้ในอนาคตได้ เหมือนกับการบริการของ Office เช่น Word และ Excel
3) การเป็นพันธมิตรกับผู้พัฒนา เช่น OpenAI ซึ่งเป็นเจ้าของ ChatGPT ช่วยให้ Microsoft สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ และมีโอกาสเสนอบริการได้ก่อนคู่แข่งรายอื่น
ปัจจัยที่ควรระวังสำหรับหุ้น Microsoft
ถึงแม้ว่าจักรวาลของ Microsoft จะอยู่รอบตัวเราและยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งปัจจัยที่ควรระวังมีตัวอย่างเช่น
- การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีต้องแลกมาด้วยการใช้งบประมาณค่อนข้างสูง โดยในงบ Microsoft ปี 2024 รายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capital Expenditures) สูงขึ้น 27% เพราะการลงทุนขยายเกี่ยวกับคลาวด์และ AI ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องดูกันต่อไปว่าการลงทุนจะกลับมาสร้างผลกำไรในระยะยาวได้มากขนาดไหน
- ตลาดเทคโนโลยีแข่งขันดุเดือด มีคู่แข่งจำนวนมาก และมีเทคโนโลยีใหม่พร้อมเข้ามาแทนที่ของเก่าได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น บริษัทจึงต้องใช้งบลงทุนและพัฒนาค่อนข้างสูงเพื่อตามให้ทันหรือก้าวเป็นผู้นำตลาดได้
- การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทุกบริษัทต้องเจอ ขึ้นอยู่กับว่าจะมีมากหรือน้อย รุนแรงมากขนาดไหน และรับมือป้องกันได้ดีขนาดไหน ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการ และต่อบริษัทเองได้ในที่สุด
จักรวาลแห่ง Microsoft ยังคงอยู่รอบตัวทุกคน และกว้างขวางอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าอาจมีบางบริการที่หายไปบ้างตามกาลเวลา แต่ก็มีเทคโนโลยีและของใหม่เข้ามาเสริมเติมเต็มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องแลกมากับการใช้งบลงทุนและพัฒนาสูง แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องทำเพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ส่วนจะได้ผลจริงหรือไม่ คงต้องรอดูกันต่อไปในระยะยาว


