สงครามสุกี้ชาบูแบบบุฟเฟต์ที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ช่วยให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกหลากหลาย มีการแข่งขันออกเมนูใหม่ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือการแข่งขันจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งล้วนเป็นผลดีต่อผู้บริโภคทั้งนั้น
ปัจจุบันมีร้านอาหารแนวสุกี้บุฟเฟต์อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างเป็นศึกระหว่าง “สุกี้ตี๋น้อย” และ “MK” สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการ
เดิมทีนั้น ตี๋น้อยขึ้นชื่อเรื่องการเป็นร้านสุกี้แนวบุฟเฟต์ราคาย่อมเยาว์เข้าถึงทุกคนอยู่แล้ว แต่ปัจจัยที่ทำให้สงครามเริ่มร้อนระอุคือเมื่อ MK เริ่มออกโปรโมชั่นบุฟเฟต์ราคาย่อมเยาว์บ้าง ต่างจากเดิมที่จะมีการตั้งราคาในระดับของตัวเอง ซึ่งทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาสนใจเข้าร้านมากขึ้นได้จริง
อย่างไรก็ดี ในมุมของเจ้าของธุรกิจ การลงสนามสู่สงครามนี้ไม่ใช่ว่าจะทำให้ทุกอย่างออกมาดีเสมอไป เพราะการแย่งลูกค้ากันต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง และเริ่มเห็นผลกระทบแล้วจากผลประกอบการของทั้งสองบริษัทที่ต้องบอกว่าเจ็บช้ำอยู่พอตัว
ศึกเดือดครั้งนี้มีผลต่อตี๋น้อยและ MK อย่างไรบ้าง
หาคำตอบได้ที่นี่
เทียบผลประกอบการ ตี๋น้อย vs MK
เริ่มจากดูผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2025 ของทั้งสองบริษัท
• ตี๋น้อย
จำนวนสาขาทั้งหมด 96 สาขา นับรวมทั้ง Teenoi, Teenoi BBQ และ Teenoi Gold
ตี๋น้อยมีเจ้าของเป็นบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยต้องดูผลประกอบการผ่านบริษัท JMART ซึ่งถือหุ้นตี๋น้อย 30%
ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตี๋น้อยมีกำไรสุทธิ 803 ล้านบาท หดตัว 10% เทียบปีที่แล้ว
หากแยกเป็นรายไตรมาส และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
ไตรมาส 1 กำไรสุทธิ 271 ล้านบาท (-2% YoY)
ไตรมาส 2 กำไรสุทธิ 311 (-7% YoY)
ไตรมาส 3 กำไรสุทธิ 221 (-21% YoY)
แม้เราจะไม่มีตัวเลขรายได้ของตี๋น้อย แต่ถ้าดูเพียงกำไรจะเห็นว่าหลังจากเกิดสงครามสุกี้ในช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมา กำไรของตี๋น้อยปรับตัวลดลงถึง 21% สูงกว่าไตรมาสที่ผ่านมา
เหตุผลที่กำไรลดลงมาขนาดนี้อาจจะมาทั้งปัจจัยของเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงนี้ แต่ก็ไม่สามารถปฎิเสธได้ว่าการปรับลดราคา และการเพิ่มเมนู ก็เป็นปัจจัยที่มากดดันอัตรากำไรของตี๋น้อย
• MK
จำนวนสาขาร้านสุกี้ (ทุกแบรนด์ของ MK และ Bonus) 435 สาขา ร้านอาหารญี่ปุ่น 193 สาขา และหมวดอื่นๆ 48 สาขา
MK มีเจ้าของเป็นบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีร้านอาหารหลายหมวด โดยสัดส่วนของ MK คิดเป็นราว 72% ของรายได้รวม
ผลประกอบการของ M ในงวดล่าสุด มีกำไรสุทธิอยู่ 9 เดือนอยู่ที่ 735 ล้านบาท หดตัว 32% เทียบปีที่แล้ว โดยสรุปผล 9 เดือน และแยกรายไตรมาสได้เป็นดังนี้
ช่วง 9 เดือนแรกเทียบปีที่แล้ว
รายได้ -4%
ยอดขายสาขาเดิม -4%
กำไรสุทธิ -32%
ไตรมาส 1 เทียบปีที่แล้ว
รายได้ -10%
ยอดขายสาขาเดิม -11%
กำไรสุทธิ -33%
ไตรมาส 2 เทียบปีที่แล้ว
รายได้ -8%
ยอดขายสาขาเดิม -7%
กำไรสุทธิ -31%
ไตรมาส 3 เทียบปีที่แล้ว
รายได้ +6%
ยอดขายสาขาเดิม +5%
กำไรสุทธิ -34%
จากผลประกอบการของพอจะเห็นภาพได้ว่า การจัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์ของ M มีผลให้ลูกค้าเข้าร้านได้จริง เห็นได้จากรายได้และยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 3 เติบโตได้ ทั้งที่ 2 ไตรมาสแรกเป็นติดลบ ซึ่งมาจากการเริ่มจัดโปรในเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ดี การทำสงครามราคาทำได้แค่ดึงลูกค้าเข้าร้านเท่านั้น และต้องแลกมาด้วยกำไรที่เติบโตได้ยาก เพราะการจัดโปรหมายความว่าราคาขายลดลงและต้นทุนอาหารสูงขึ้นด้วย เห็นได้จากผลกำไรสุทธิของตี๋น้อย และ M หดตัวเทียบปีที่แล้วเหมือนกัน
ประเด็นที่น่าติดตามต่อไป
- จะจัดโปรได้นานขนาดไหน เพราะการจัดโปรโมชั่นทั้งลดราคาและเพิ่มเมนูใหม่มีผลต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท และหากทำต่อไปโดยที่กำไรไม่ได้ขยายตัวตามรายได้และการเข้าร้านที่เพิ่มขึ้น ร้านจะปรับทิศทางเป็นอย่างไร และจะเลิกจัดโปรโมชั่นหรือไม่
- หากปรับขึ้นราคาหรือยกเลิกโปรโมชั่น การเข้าร้านของลูกค้าจะยังหนาแน่นอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดโปรโมชั่นลดราคาทำให้คนสนใจเข้าร้าน เห็นได้ชัดเจนจากงบของ M ที่มีรายได้และยอดขายสาขาเดิมเป็นบวกได้ทันทีเมื่อจัดโปร
- รสนิยมและความชอบของผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาหรือไม่ เพราะช่วงหลังมานี้ส่วนหนึ่งที่คนสนใจสุกี้บุฟเฟต์มากขึ้นได้เป็นเพราะการจัดโปรของสองแบรนด์ใหญ่ แต่เมื่อวันหนึ่งไม่มีโปรแล้ว หรือมีร้านอาหารแบบใหม่เข้ามาแทน คนจะเปลี่ยนไปชอบอย่างอื่นแทนหรือไม่
ปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามาเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถรู้ได้ในเวลานี้ เพราะต้องใช้เวลาหรือให้เกิดจุดเปลี่ยนก่อนถึงจะเห็นภาพได้
รู้เพียงตอนนี้ผู้บริโภคได้อิ่มแน่นอน แต่คนจุกคือร้านอาหาร


