อธิบายธุรกิจตลาดนัดกลางคืน

เนื้อหา

ตลาดนัดกลางคืนในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงตลาดธรรมดาหรือขายแค่อาหารให้คนมาซื้อแล้วกลับเท่านั้น แต่กลายเป็นแหล่งรวมที่มีกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดรวมเพื่อนฝูง มีร้านนั่งชิล ไปจนถึงร้านค้าแนวแฟชั่น รวมอยู่ครบวงจรในที่เดียวกัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจตลาดนัดกลางคืนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นเป็นเพราะลักษณะธุรกิจแบบ “Asset-light” หรือการถือครองสินทรัพย์ถาวร เช่น ตึก ให้น้อยที่สุด ทำให้ใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มากเทียบกับแหล่งช็อปปิ้งแนวคอมมูนิตี้มอลล์หรือห้างสรรพสินค้า

อธิบายธุรกิจตลาดนัดกลางคืน มีเบื้องหลังอย่างไรบ้าง?

เริ่มจากการหาทำเลที่น่าสนใจ เช่น อยู่ใกล้ชุมชน แหล่งทำงาน ติดรถไฟฟ้า หรือจอดรถได้สะดวก โดยเป็นรูปแบบเช่ามาจากเจ้าของและมีระยะเวลากำหนด

จากนั้นก็จัดการพื้นที่ ติดตั้งระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและไฟฟ้า ติดตั้งแผงและซุ้มต่างๆ ไปจนถึงหาร้านค้ามาลงโดยจัดสัดส่วนให้เหมาะสม เช่น ร้านอาหาร 50% แฟชั่นหรือเสื้อผ้า 30% และโซนร้านนั่งดื่ม 20% เพื่อให้คนเดินผ่านร้านในตลาดให้ได้มากที่สุด

เมื่อมีครบแล้วก็เป็นส่วนของการทำการตลาดไม่ว่าจะเป็นทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการทำผ่านวิธีต่างๆ เช่น อินฟลูเอนเซอร์หรือเพจรีวิว ซึ่งจุดนี้จะทำให้ตลาดเริ่มเป็นที่รู้จักและจะปรากฎอยู่บนโซเชียลมีเดียของทุกคน

รายได้ของตลาดจะมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบไปด้วย

1) ค่าเช่าแผง ซึ่งปล่อยให้ผู้ขายได้มาเช่าลงขายของ มีทั้งแบบรายวันและรายเดือนแล้วแต่กำหนด

2) ค่าส่วนต่างจากสาธารณูปโภค คือส่วนต่างของค่าน้ำและค่าไฟ ซึ่งเก็บจากร้านค้า โดยปกติแล้วจะมีอัตราสูงกว่าครัวเรือนทั่วไปเพื่อเป็นค่าบริหารและจัดการระบบ

3) รายได้อื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างกำไรได้สูง เช่น ค่าที่จอดรถ ซึ่งไม่มีต้นทุนสินค้า ค่าผู้สนับสนุนให้มาวางป้ายโฆษณาหรือจัดกิจกรรมในพื้นที่ และรายได้จากการปล่อยเช่าอุปกรณ์ต่างๆ ให้ผู้ขายในตลาด

ขณะที่ต้นทุนส่วนใหญ่ของตลาดจะเป็นค่าจ้างบุคลากร เช่น เจ้าหน้าที่ดูแลตลาด แม่บ้าน และฝ่ายรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่

หากเทียบให้เห็นภาพ ลองดูจากกรณีตัวอย่างตลาดขนาดกลางแห่งหนึ่ง มีร้านค้าทั้งหมด 100 ร้าน ได้สัญญาเช่าที่เดินระยะเวลา 3 ปี

เงินลงทุนครั้งแรก เช่น เช่าที่ดินและประกันการเช่า ค่าถมที่ วางระบบน้ำและไฟ ขอใบอนุญาต และตกแต่งสถานที่ รวมเป็น 2,000,000 ล้านบาท

ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน สมมติว่าเช่าที่เดือนละ 100,000 บาท ค่าน้ำและค่าไฟ 50,000 บาท ค่าจ้างพนักงาน 100,000 บาท ค่าทำการตลาด 50,000 บาท และค่าภาษีกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ 20,000 บาท

เท่ากับว่าใน 1 เดือน ต้นทุนจะอยู่ที่ 320,000 บาท

ส่วนรายได้แต่ละเดือน คิดจากค่าเช่าแผง 100 ร้าน สมมติว่ามีผู้เช่าเต็ม 100% ให้เช่าวันละ 300 บาท เปิด 20 วันต่อเดือน

เท่ากับว่าใน 1 เดือน รายได้จะอยู่ที่ 600,000 บาท ไม่รวมอื่นๆ เช่น ที่จอดรถและผู้สนับสนุนที่มาจัดกิจกรรมในพื้นที่

เมื่อนำรายได้แต่ละเดือนมาหักค่าใช้จ่าย จะได้เป็นกำไรเดือนละ 600,000 – 320,000 = 280,000 บาท

หากคิดจากเงินลงทุนครั้งแรก 2,000,000 ล้านบาท เท่ากับว่าจะคืนทุนภายใน 7-8 เดือน และส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรล้วนๆ จนครบสัญญา 3 ปี

อย่างไรก็ดี ธุรกิจตลาดนัดกลางคืนก็มีปัจจัยเสี่ยงอยู่หลายด้าน เช่น

เรื่องแรก คือความเสี่ยงเรื่องสถานที่ โดยปกติแล้วเจ้าของที่ดินอาจให้เช่าสัญญาเพียงไม่กี่ปี เพราะต้องการรอขายที่ดินในราคาที่สูงหรือพัฒนาเป็นคอนโด ถ้าหากตลาดเริ่มติดลมและมีฐานลูกค้าแล้วแต่ไม่ได้ต่อสัญญา ธุรกิจตรงนั้นจะหายไปในทันที

เรื่องที่สอง คือการแข่งขันและการดึงลูกค้า เพราะธุรกิจนี้มีคู่แข่งพร้อมทำใหม่ตลอดเวลา และหากบริหารหรือทำตลาดไม่ดีและมีคนน้อย ผู้ขายก็จะมาเช่าน้อยลง หมายถึงรายได้ของตลาดที่จะลดลง ระยะเวลาคืนทุนก็จะยาวขึ้นด้วย

และเรื่องที่สาม คือปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เพราะตลาดนัดกลางคืนส่วนใหญ่เป็นแบบกลางแจ้ง หากมีฝนตกในช่วงเย็นหรือค่ำ จะทำให้คนเดินทางลำบากและเข้ามาน้อยลงทันที

จากเรื่องความเสี่ยงทั้งหมดนี้ทำให้เจ้าของตลาดจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มีคนเข้ามาเดินมากที่สุด เพราะระยะเวลาเช่าหรือทำตลาดมีจำกัด อีกทั้งการต้นทุนและการลงทุนส่วนใหญ่เป็นแบบครั้งเดียว หากมีคนสนใจเข้ามาเดินมากขึ้นหมายความว่ารายได้ของตลาดจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมธุรกิจตลาดนัดกลางคืนถึงต้องทำให้ตลาดมีความน่าสนใจและหาแม่เหล็กดึงดูดให้มีคนเข้าไปเดินเป็นจำนวนมาก เพราะหากยิ่งมีคนเข้าไปมาก จะยิ่งทำกำไรได้มาก 

แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคนน้อยหรือกระแสบตอบรับไม่ดี ก็จะขาดทุนได้เร็วเช่นกัน

โพสต์ที่แนะนำ