หากพูดถึงชื่อ “อายิโนะโมะโต๊ะ” ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือซองผงชูรสสีขาวแดงที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน แต่ความจริงแล้วบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นแห่งนี้เป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ไปจนถึงไบโอเทค และเซมิคอนดักเตอร์
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Kikunae Ikeda ศาสตราจารย์ด้านเคมีแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว สังเกตว่าน้ำซุปสาหร่ายคอมบุที่ภรรยาทำให้มีรสชาติที่ “อร่อย” แตกต่างจากรสหวาน เค็ม เปรี้ยว และขมที่หากินได้ทั่วไป
Ikeda ใช้กระบวนการทางเคมีสกัดจนพบตัวการสำคัญคือ “กรดกลูตามิก” และตั้งชื่อรสชาตินี้ว่า “อูมามิ” (Umami) ซึ่งแปลว่ารสอร่อย
ต่อมา Ikeda ได้ร่วมมือกับ Saburosuke Suzuki II นักธุรกิจคนหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าภายใต้ชื่อ “AJI-NO-MOTO” ในปี 1909
ในช่วงแรกที่เริ่มทำขาย อายิโนะโมะโต๊ะเน้นจับกลุ่มแม่บ้านเป็นหลัก โดยเริ่มขยายสู่ต่างแดนตั้งแต่ปี 1910 เริ่มจากตลาดเกาหลีและไต้หวัน และในปี 1918 ยอดขายจากตลาดต่างแดนกลายเป็นสัดส่วน 25% ของบริษัทไปแล้ว
ต่อมาธุรกิจก็ขยายไปสู่ซัพพลายเออร์ด้านอาหาร โดยมีลูกค้าเป็นบริษัทใหญ่ เช่น Heinz และ Campbell Soup เป็นการรุกเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมด้านการแปรรูปอาหารของสหรัฐฯ
หลังจากนั้นธุรกิจของอายิโนะโมะโต๊ะได้รับผลกระทบจากช่วงสงครามโลก แต่ก็กลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1960 บริษัทได้ขยายธุรกิจอาหารด้วยการร่วมธุรกิจกับบริษัทตะวันตก และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กลายมาเป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จักจนถึงปัจจุบัน เช่น
- ร่วมมือกับ Kellogg เริ่มเปิดตลาดซีเรียลแปรรูปในญี่ปุ่น
- ร่วมมือกับ CPC International ทำผลิตภัณฑ์ซุปก้อน “คนอร์”
- ร่วมมือกับ General Foods ทำผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป
ในช่วงนี้อายิโนะโมะโต๊ะยังได้ขยายธุรกิจในประเทศไทยด้วยการตั้งโรงงานแห่งแรกใน จ.สมุทรปราการ และได้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กลายมาเป็นแบรนด์ที่ติดหูคนไทย เช่น รสดี (ผงปรุงรส) ยำยำ (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) และเบอร์ดี้ (กาแฟกระป๋อง)
ขณะเดียวกัน อายิโนะโมะโต๊ะยังได้เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมไบโอเทค หลังจากค้นพบว่ากรดอะมิโน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในผงชูรส ยังมีประโยชน์และต่อยอดได้อีกหลายด้าน และทำออกมาได้เป็นหลายผลิตภัณฑ์ เช่น
- ผลิตกรดอะมิโนเกรดเภสัชกรรมสำหรับให้ทางสายยางและน้ำเกลือ
- ผลิตอาหารเลี้ยงเซลล์ ซึ่งจำเป็นมากในการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีน
- กรดอะมิโนเพื่อการกีฬา เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับนักกีฬาเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
ความสำเร็จต่อมาของอายิโนะโมะโต๊ะ คือการเข้าสู่อุตสาหกรรมชิปด้วยการผลิต ABF (Ajinomoto Build-up Film) ฟิล์มฉนวนความร้อนที่มีความละเอียดสูง ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งได้มาจากการค้นพบว่ากรดอะมิโนบางชนิดมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม
ABF ของอายิโนะโมะโต๊ะยังไม่ได้รับการยอมรับในช่วงแรก เพราะยังไม่ค่อยมีใครกล้าใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทที่ทำวัตถุดิบอาหาร
แต่พอถึงช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเริ่มแพร่หลาย ทำให้ความต้องการ CPU เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีผู้ผลิตชิปใช้ ABF จึงทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ของอายิโนะโมะโต๊ะกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลิต
แม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่คาดว่า ลูกค้าของ ABF อาจรวมถึงยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมอย่าง AMD Intel และ NVIDIA
ปัจจุบัน ABF คือวัสดุที่ขาดไม่ได้ในการผลิต CPU และ GPU ระดับสูง โดยเป็นที่คาดว่าอายิโนะโมะโต๊ะครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 90% เท่ากับว่าบริษัทเป็นเหมือนผู้กุมชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตชิปไปแล้ว
ธุรกิจปัจจุบันของอายิโนะโมะโต๊ะ อิงจากผลประกอบการของบริษัท แบ่งออกเป็น 3 หมวดหลักด้วยกัน
- เครื่องปรุงรสและอาหาร (สัดส่วนรายได้ 59%) ส่วนนี้มีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหาร เช่น ผงชูรส ผงปรุงรส เครื่องปรุงต่างๆ ซุปก้อน และกาแฟกระป๋อง
- อาหารแช่แข็ง (สัดส่วนรายได้ 19%) มีผลิตภัณฑ์เช่นเกี๊ยวซ่า ข้าวผัด และราเมง แต่อาจไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก เพราะตลาดหลักของส่วนนี้คือญี่ปุ่น และสหรัฐฯ
- สุขภาพและอื่นๆ (สัดส่วนรายได้ 21%) เป็นหมวดรายได้ที่มีการเติบโตสูงสุด เพราะมีชิ้นส่วน ABF ที่ได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรม AI โดยนอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ไบโอเทคอื่นๆ รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย
แล้วผลประกอบการของอายิโนะโมะโต๊ะเป็นอย่างไรบ้าง
รายได้และการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2021 1.07 ล้านล้านเยน (-3% YoY)
2022 1.15 ล้านล้านเยน (+7% YoY)
2023 1.36 ล้านล้านเยน (+18% YoY)
2024 1.44 ล้านล้านเยน (+6% YoY)
2025 1.53 ล้านล้านเยน (+6% YoY)
กำไรสุทธิและการเติบโตเทียบปีที่แล้ว
2021 5.94 หมื่นล้านเยน (+215% YoY)
2022 7.57 หมื่นล้านเยน (+27% YoY)
2023 9.41 หมื่นล้านเยน (+24% YoY)
2024 8.71 หมื่นล้านเยน (-7% YoY)
2025 7.03 หมื่นล้านเยน (-19% YoY)
*งบปีของบริษัทสิ้นสุดในเดือน มี.ค.
ในภาพรวมผลประกอบการของอายิโนะโมะโต๊ะอาจเห็นการหดตัวบ้างในบางปี แต่ก็ยังคงเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีจุดเด่นคือการพัฒนานวัตกรรมที่ทำให้บริษัทสามารถหาการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ
เริ่มจากค้นพบรสชาติอูมามิ คิดค้นผงชูรสเป็นครั้งแรกของโลก และต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจไบโอเทคมาจนถึงส่วนสำคัญในชิป ทำให้ทุกวันนี้อายิโนะโมะโต๊ะไม่ใช่แค่ผู้ผลิตส่วนประกอบของอาหารอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนผู้กุมชิ้นส่วนสำคัญที่เป็นต้นน้ำแห่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปแล้ว


