Shimei Teishi ระบบบัญชีดำญี่ปุ่นเพื่อลดอุบัติเหตุงานก่อสร้างที่ทำให้ผู้รับเหมาไร้ที่ยืน

เนื้อหา

ญี่ปุ่นมีบทลงโทษที่เด็ดขาดและรุนแรงสำหรับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความสูญเสียจากงานก่อสร้าง

หนึ่งในนั้นคือมาตรการที่เรียกว่า Shimei Teishi หรือระบบบัญชีดำ ห้ามเข้าประมูลงานรับเหมาก่อสร้างของภาครัฐ 

Shimei Teishi เป็นหนึ่งในบทลงโทษรุนแรงที่สุดสำหรับบริษัทก่อสร้าง โดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งต้องพึ่งพาโครงการสาธารณะเป็นรายได้หลัก

เกณฑ์การลงโทษและระยะเวลาของ Shimei Teishi จะขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของเหตุการณ์และระดับความบกพร่องในการจัดการความปลอดภัยของบริษัท 

• บาดเจ็บหรือประมาทเลินเล่อทั่วไป มักถูกระงับสิทธิเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน 

• พนักงานเสียชีวิต ระยะเวลาจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 สัปดาห์ถึง 2 เดือน ขึ้นอยู่กับการสืบสวนว่าบริษัทละเลยมาตรฐานความปลอดภัยเพียงใด 

• บุคคลภายนอกหรือสาธารณชนเสียชีวิต ถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุด ระยะเวลาการระงับสิทธิอาจขยายไปถึง 4 เดือน หรือมากกว่านั้น

การติดบัญชีดำเพียงไม่กี่เดือนสามารถสร้างความเสียหายกับบริษัทในระยะยาว เพราะมีผลกระทบได้ในหลายด้าน เช่น

• รายได้กระแสเงินสดหยุดชะงัก เมื่อไม่สามารถประมูลงานใหม่ได้ รายได้ในอนาคตจะหายไปทันที ในขณะที่บริษัทยังมีภาระค่าแรงและค่าเช่าเครื่องจักรที่ต้องจ่ายทุกเดือน

• ผลกระทบต่อสินเชื่อ เพราะธนาคารมักจะระงับการปล่อยสินเชื่อหรือเรียกคืนเงินกู้ทันทีที่บริษัทอยู่ในบัญชีดำ เนื่องจากความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น

• เสียชื่อเสียงในระยะยาว เพราะเมื่อถูกระงับสิทธิจากหน่วยงานหนึ่ง (เช่น กระทรวงที่ดินฯ) หน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ มักจะใช้มาตรการเดียวกันตามไปด้วย ทำให้บริษัทแทบไม่มีที่ยืนในตลาด

ระบบบัญชีดำของญี่ปุ่นมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่มียกเว้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่หรือเล็ก หากเกิดอุบัติเหตุแล้ว ต้องรับผลเหมือนกัน

ตัวอย่างกรณีศึกษาการบังคับใช้บัญชีดำ คืออุบัติเหตุระหว่างการก่อสร้างไฟฟ้าในเมืองฮิโรชิมา ในปี 1991 เป็นเหตุคานเหล็กหล่นทับคนที่อยู่ข้างล่าง มีผู้เสียชีวิตทันที 15 คน เป็นพนักงานก่อสร้าง 9 คน และบุคคลภายนอก 6 คน เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุจากการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ผู้รับเหมาในโครงการนั้น คือ บริษัท Sakurada ติดบัญชีดำห้ามเข้าประมูลงานสาธารณะ ทำให้ขาดรายได้และสภาพคล่องอย่างรุนแรง

จากบริษัทที่เคยมีรายได้สูงสุดกว่า 2.96 หมื่นล้านเยน ในปี 1992 ลดเหลือเป็น 1.91 หมื่นล้านเยน ในปี 1999 และเหลือเพียง 5.4 พันล้านเยน ในปี 2011

หลังจากนั้นบริษัทก็ยื่นล้มละลายในปี 2012 แต่ก็ยังกอบกู้ธุรกิจไม่ได้ และต้องสิ้นสุดการดำเนินกิจการในปี 2020

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรการของญี่ปุ่นเด็ดขาดและรุนแรงขนาดไหนเมื่อเกิดอุบัติเหตุระหว่างงานก่อสร้าง

ไม่นับรวมกับสิ่งที่บริษัทต้องเจอในด้านอื่น เช่น ผู้บริหารต้องลาออกเพื่อรับผิดชอบ การล่าช้าของงาน การฟ้องร้องและคดีความ และการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้เสียชีวิต

ผู้รับเหมาในญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังและมีมาตรฐานในการดูแลความปลอดภัยระหว่างงานก่อสร้าง เพราะหากพลาดเกิดอุบัติเหตุจะตามมาด้วยบทลงโทษต่างๆ พลาดโอกาสได้งานใหม่ หรือหนักถึงขั้นไร้ที่ยืน

ทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อป้องกันและลดจำนวนอุบัติเหตุจากงานก่อสร้างที่อาจทำให้เกิดการสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด ไม่ให้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดความสูญเสียไม่จบไม่สิ้น

โพสต์ที่แนะนำ