มีลูกเมื่อพร้อม vs มีลูกช่วยชาติ เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่พร้อมมีลูก แต่ประเทศกำลังวิกฤต

เนื้อหา

หากคนไทยคิดจะมีลูกในยุคนี้อาจต้องเตรียมเงินไว้หลายล้านบาทสำหรับการดูแลและเลี้ยงดูจนกว่าจะเรียนจบ

เริ่มจากค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตั้งครรภ์ ซึ่งต้องไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล ซึ่งส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายรวมทำคลอดทั้งหมดประมาณ 10,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและโรงพยาบาล

ถัดมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูช่วงแรกเกิดถึง 3 ขวบ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทั้งนม อาหารเสริมเด็ก ไปจนถึงของใช้และเสื้อผ้า ซึ่งส่วนนี้จะอยู่ที่ประมาณปีละหลายหมื่นบาทไปถึงหลักแสนบาท หรือคิดแบบง่ายๆ เป็น 3 ปี 3 แสนบาท

ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายช่วงวัยเรียน อายุ 4-18 ปี ส่วนมากจะเป็นค่าอาหาร ค่าขนม และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นประมาณปีละ 1 แสนบาท หรือคิดแบบง่ายๆ เป็น 14 ปี 1.4 ล้านบาท

ต่อมาเป็นค่าเล่าเรียน สมมติว่าส่งเข้าโรงเรียนรัฐบาลแบบพื้นฐาน

ช่วงอนุบาลถึงมัธยมมีค่าเทอมประมาณปีละ 10,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามแต่โรงเรียน

ช่วงมหาวิทยาลัย (ป.ตรี) จะมีค่าเทอมประมาณปีละ 20,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามสายการเรียนและมหาวิทยาลัย

ส่วนนี้จะมีค่าใช้จ่ายคิดแบบง่ายๆ เป็น 19 ปี รวมกันประมาณ 2.3 แสนบาท ในกรณีที่เข้าโรงเรียนรัฐบาลแบบปกติ

แต่ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่ม เช่น ส่งเข้าโรงเรียนที่มีห้องพิเศษ โปรแกรมภาษาอังกฤษ (EP) หรือไปโรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจพุ่งได้อีกหลายเท่าตัว

จากค่าใช้จ่าย ไล่ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์และทำคลอด การเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กถึงโต และค่าเล่าเรียนจนจบปริญญาตรี ต้องมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาท

ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีกมาก ตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล ค่าเรียนเสริมพิเศษ ค่ากิจกรรม การซื้ออุปกรณ์เสริมการเรียนต่างๆ และประกัน

ทั้งหมดนี้อาจทำให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งสูงขึ้นไปถึงหลักหลายล้านบาทได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนต้องคิดหนักหากจะมีลูก

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไป คนสมัยใหม่มีเงื่อนไขว่าถ้าจะมีลูก ต้องดูแลให้ดีที่สุด ทั้งในด้านการเงิน การเลี้ยงดู และการเอาใจใส่ ไปจนถึงวุฒิภาวะของตัวเอง

ขณะเดียวกันยังมีความรู้สึกไม่มั่นใจต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ไม่มั่นใจว่าเด็กที่เกิดมาจะเจออะไรบ้าง

จึงเกิดเป็นวลี “มีลูกเมื่อพร้อม” ถ้ามีแล้วลำบากตัวเอง หรือลำบากคนรอบข้าง ก็เลือกที่จะไม่มีลูกและใช้ชีวิตให้เต็มที่หรือดูแลตัวเองในระยะยาวดีกว่า

จากปัจจัยเรื่องค่าใช้จ่าย และทัศนคติต่อการมีลูกของคนรุ่นใหม่ ทำให้สถานการณ์ประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไป

ลองดูจากตัวเลขสถิติประชากรไทยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2020 เทียบกับปี 2024

จำนวนประชากรทั้งหมดลดลงจาก 66.18 ล้านคน ลงมาอยู่ที่ 65.95 ล้านคน ในปี 2024

ในจำนวนนี้ สัดส่วนคนสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 17.8% เป็น 20.8% เป็นสังคมสูงวัยเต็มตัวแล้ว (เกณฑ์คือ 20% ของประชากรทั้งหมด)

สัดส่วนวัยแรงงาน (15-59 ปี) ลดลงทุกปี จาก 65.3% เหลือ 64%

ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ก็ลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 7.36 แสนคนในปี 2015 ลงมาอยู่ที่ 4.62 แสนคน ในปี 2024

จากข้อมูลทั้งหมดพอจะเห็นภาพได้ว่า แนวโน้มประชากรไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ เพราะคนวัยทำงานน้อยลง และเด็กเกิดใหม่น้อยลง ขณะที่ผู้สูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องดีกับประเทศในระยะยาว

ในมุมของเศรษฐกิจ ประเทศไทยพึ่งพาการบริโภคเป็นสัดส่วนราว 60% ของ GDP และคนวัยทำงานเป็นกลุ่มที่มีความสามารถหาเงินและใช้จ่ายได้มากที่สุด เท่ากับว่ากลุ่มคนที่จะมาใช้จ่ายหนุนการบริโภคก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ปัญหาคนวัยทำงานที่ลดลงยังมีผลไปถึงการเก็บภาษีเข้ารัฐได้น้อยลง และการจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมน้อยลงไปด้วย

แน่นอนว่ารัฐก็ต้องการให้คนมีลูกมากขึ้น เพราะหากเป็นแบบนี้ต่อไป รายได้เข้ารัฐจะลดน้อยลง และรายจ่ายในการดูแลผู้สูงอายุจะสูงขึ้น

เช่นกรณีของจีน ซึ่งเศรษฐกิจพัฒนาไปไกลแล้ว ยังต้องผลักดันให้คนมีลูกด้วยการปลดล็อคนโยบายลูกคนเดียวและมาตรการเพิ่มเติมอีกมากมายเพื่อเพิ่มจำนวนคนรุ่นใหม่และแรงงานที่จะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ

ตัวอย่างนโยบายสำคัญของจีนในช่วงหลัง เช่น 

• อุดหนุนเงินช่วยค่าเลี้ยงดู 3,600 หยวน (ประมาณ 16,000 บาท) ต่อปี จนกว่าเด็กจะมีอายุครบ 3 ขวบ เป็นการอุดหนุนในระดับเป็นเทศเป็นครั้งแรก

• เตรียมผลักดันนโยบาย “คลอดฟรี” ทั้งประเทศ ภายในปี 2026 ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ฝากครรภ์ไปจนถึงคลอดจริง

แต่อย่างไรก็ดี ในมุมของประชาชนคนทั่วไป ก็ยังรู้สึกว่าไม่มีแรงจูงใจมากพอที่มีลูก เพราะยังไม่เห็นมาตรการและนโยบายต่างๆ ที่จะรองรับการดูแลลูกได้ในระยะยาว

“มีลูกเมื่อพร้อม” กับ “มีลูกช่วยชาติ” จึงน่าจะเป็นคำถามที่อยู่ไปอีกนาน 

เมื่อคนมีเงื่อนไขว่าถ้าจะมีลูกต้องพร้อมดูแล แล้วรัฐจะทำอย่างไรให้คนเชื่อมั่น เปลี่ยนทัศนคติและความคิดจนมีลูกมากขึ้นได้ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะยิ่งฝังรากลึก และกระทบถึงโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ไม่ใช่แค่ออกนโยบายผิวเผินหรือแจกเงินแค่เป็นครั้งคราว แบบนี้คงโน้มน้าวใจคนให้มีลูกมากขึ้นไม่ได้

เพราะชีวิตคน เมื่อเกิดมาแล้ว ต้องดูแลไปตลอดชีวิต

โพสต์ที่แนะนำ