ในโลกของการลงทุน ชื่อของ Masayoshi Son (มาซาโยชิ ซัน) มักถูกจดจำในฐานะนักลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียที่สุดคนหนึ่งของโลก
เขามักจะลงทุนในเทคโนโลยีที่เชื่อว่าจะเปลี่ยนโลกได้ด้วยจำนวนเงินที่มากเกินกว่าจะจินตนาการได้ และวันนี้เขากำลังเดิมพันครั้งใหม่กับ OpenAI
SoftBank เริ่มต้นในปี 1981 ในฐานะตัวแทนจำหน่ายซอฟต์แวร์และสิ่งพิมพ์ด้านคอมพิวเตอร์ในญี่ปุ่น จุดที่ทำให้ Son เริ่มโดดเด่นคือการใช้กลยุทธ์ “Time Machine Strategy” โดยเขาเชื่อว่านวัตกรรมในสหรัฐฯ จะนำหน้าญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 2-3 ปี หากเขาสามารถนำโมเดลธุรกิจที่สำเร็จในอเมริกามาปรับใช้ในญี่ปุ่นได้ก่อน ก็จะได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาล
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการร่วมทุนจัดตั้ง Yahoo! Japan ในปี 1996 ซึ่งกลายมาเป็น Search Engine และเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในญี่ปุ่น
แต่จุดที่ทำให้ Son เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเกิดขึ้นในช่วงปี 2000
เมื่อเขาพบกับอดีตครูสอนภาษาอังกฤษ ที่ชื่อ Jack Ma โดยในตอนนั้น Alibaba ยังไม่มีรายได้แม้แต่หยวนเดียว แต่หลังจากคุยกันเพียง 5-10 นาที Son ตัดสินใจเซ็นเช็ค 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐทันที
Son กล่าวในภายหลังว่า “ผมไม่ได้ลงทุนในโมเดลธุรกิจ แต่ผมลงทุนในความมุ่งมั่นในแววตาของ Jack Ma”
หลังจากนั้น Alibaba ก็เติบโตขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซระดับโลก และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กในปี 2014 ซึ่งเป็นการทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เงิน 20 ล้านดอลลาร์นั้น กลายเป็น 7 หมื่นล้านดอลลาร์หลังจากที่ SoftBank ทยอยขายหุ้นทั้งหมดในปี 2023 นับเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ทำกำไรมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ความสำเร็จในอดีตนำมาสู่การจัดตั้ง Vision Fund กองทุนร่วมลงทุนขนาดใหญ่เกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์ โดยเน้นอัดฉีดเงินทุนจำนวนมากในสตาร์ทอัพเพื่อเอาไปกินส่วนแบ่งตลาดจนขึ้นเป็นที่หนึ่งเพียงผู้เดียว
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการลงทุนของ Son ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โดยกรณีที่ล้มเหลวที่สุดคือ WeWork ซึ่ง Son สนับสนุน Adam Neumann ผู้ก่อตั้งอย่างเต็มที่
WeWork ทำธุรกิจ Co-working Space โดยใช้วิธีเช่าอาคารสำนักงานระยะยาวมาตกแต่งใหม่ และปล่อยเช่าช่วงต่อระยะสั้นให้กับสตาร์ทอัพหรือฟรีแลนซ์ แม้ในเชิงธุรกิจมันคืออสังหาริมทรัพย์ แต่ Son กลับมองว่า WeWork คือ “บริษัทที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงานตลอดไป” เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกันผ่านเทคโนโลยี เขาเชื่อว่า Adam Neumann ผู้ก่อตั้ง WeWork มี “พลังงาน” แบบเดียวกับ Jack Ma
Son จึงอัดฉีดเงินรวมกว่า 18,500 ล้านดอลลาร์ (กว่า 6 แสนล้านบาท) แม้บริษัทจะมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและโครงสร้างธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่อง สุดท้าย WeWork ไม่สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ตามเป้าหมายและต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในที่สุด
เหตุการณ์นี้ทำให้ความเชื่อมั่นในตัว Son ลดลงอย่างมาก และเขายอมรับต่อหน้าผู้ถือหุ้นว่าเป็นความผิดพลาดในการตัดสินใจของตนเอง
“การตัดสินใจลงทุนของผมมันไม่ถูกต้องในหลายๆ ด้าน ผมรู้สึกเสียใจจริงๆ” Son กล่าว
หลังผ่านมรสุมจาก WeWork ชื่อของ Son เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งหลังการประกาศที่จะลงทุนใน OpenAI ผู้นำด้าน Generative AI
เขาเคยให้ความเห็นว่า
“เป้าหมายสูงสุดของ SoftBank คือการยกระดับวิวัฒนาการของมนุษยชาติ และภารกิจนี้จะเกิดขึ้นได้จากการทำให้ปัญญาประดิษฐ์ขั้นเหนือมนุษย์ (Artificial Super Intelligence: ASI) เกิดขึ้นจริง ซึ่งคือ AI ที่มีความฉลาดเหนือกว่าสติปัญญาของมนุษย์มากกว่าถึง หนึ่งหมื่นเท่า”
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา Softbank ได้ประกาศลงทุนเพิ่มเติมใน OpenAI ไปอีก 22,500 ล้านเหรียญใน OpenAI ส่งผลให้ยอดรวมการลงทุนในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) เพื่อแลกกับหุ้นเพียง 11%
เพื่อให้เห็นภาพ เงินจำนวนนี้มีมูลค่าพอๆ กับธนาคารใหญ่ที่สุดของไทย 3 แห่งรวมกัน แต่ Son เอาไปแลกกับหุ้นส่วนน้อยในบริษัทที่ยังไม่รู้ว่าจะทำกำไรได้เมื่อไหร่
ความน่าสนใจอยู่ที่แหล่งเงินทุนที่เขานำมาใช้ ซึ่งมาจากการปรับพอร์ตครั้งใหญ่:
- ขายหุ้น Nvidia: มูลค่า 5,800 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งเขาเคยยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าเสียดายที่ขายเร็วเกินไป)
- ขายหุ้น T-Mobile: มูลค่า 9,200 ล้านดอลลาร์
- กู้ยืมเงินโดยใช้หุ้น ARM ค้ำประกัน: เป็นจำนวนเงิน 8,500 ล้านดอลลาร์
แสดงถึงความเชื่อมั่นที่ Son มี และเชื่อว่าผลตอบแทนของ OpenAI จะดีกว่าสินทรัพย์ที่เขาได้ขายไป
แม้การลงทุนใน OpenAI จะไม่ใช้สัดส่วนที่เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับ ARM ที่มีเงินลงทุนอยู่ราว 116,000 ล้านดอลลาร์ แต่การที่ ARM มีกำไร และกระแสเงินสดเป็นบวกในแต่ละปีจึงเป็นการลงทุนที่ไม่ได้มีจุดให้น่ากังวลอะไรมากนัก
ขัดภาพกับ OpenAI ที่ยังไม่มีกำไร และคาดการณ์ว่ากระแสเงินสดจะติดลบไปอีกหลายปี
การเดิมพันครั้งนี้ของ Masayoshi Son จึงเป็นการวัดใจอีกครั้งว่า OpenAI จะกลายเป็น “New Alibaba” ที่สร้างกำไรมหาศาลในทศวรรษหน้า หรือจะเป็นเพียง “WeWork ภาคต่อ” ที่ใช้เงินทุนเกินความจำเป็น
คงมีเพียงเวลาที่จะบอกได้
https://shanakaanslemperera.substack.com/p/the-ouroboros-protocol
https://group.softbank/en/ir/stock/sotp
https://www.datacenterdynamics.com/en/news/softbank-scoops-92bn-from-partial-t-mobile-stake-sale
https://www.nasdaq.com/articles/why-did-softbank-just-sell-its-entire-nvidia-stake


