เวเนซุเอลาคือหนึ่งในประเทศที่มีความย้อนแย้งในตัวเองสูงที่สุดประเทศหนึ่ง
ประเทศที่เคยมี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก สูงกว่าญี่ปุ่น 4 เท่า และสูงกว่าจีนถึง 12 เท่า
ประเทศที่ปัจจุบันควรจะมีความมั่งคั่งมหาศาล จากปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลกที่ราว 3 แสนล้านบาร์เรล
แต่วันนี้เวเนซุเอลากลับกำลังเผชิญกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจมานานนับหลายสิบปี ไร้ซึ่งทางออก และประชากรกว่า 75% กำลังอาศัยอยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง
เรื่องราวต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1920
ในช่วงเวลานั้น เวเนซุเอลายังเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน จนกระทั่งการค้นพบน้ำมันดิบในปริมาณมหาศาลโดยบริษัท Royal Dutch Shell (ประเทศอังกฤษ) ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพียงไม่กี่ทศวรรษต่อมา น้ำมันได้กลายเป็นสินค้าส่งออกหลักที่สร้างรายได้ถึงร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมดภายในช่วงกลางทศวรรษ 1930
แม้น้ำมันที่ค้นพบเกือบทั้งหมดจะเป็นของบริษัทต่างชาติ แต่ในปี 1943 เวเนซุเอลาได้กำหนดให้บริษัทต่างชาติต้องแบ่งผลกำไรกึ่งหนึ่งให้กับรัฐ ทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี
และช่วงปี 1950 ที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองขึ้น ในขณะที่หลายประเทศกำลังวุ่นวายกับสงคราม เวเนซุเอลากลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากความต้องการน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจเติบโตจนมี GDP ต่อหัวเป็นอันดับ 4 ของโลก
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 1970 นับว่าเป็นยุคทองที่รุ่งโรจน์ของประเทศ เมื่อหลายประเทศเกิดการระงับการส่งออกน้ำมันในช่วงสงครามรอมฎอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น น้ำมันจาก 3.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นจุดสูงสุดในปี 1980 เป็น 39.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เวเนซุเอลามีรายได้จากน้ำมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้รายได้ต่อหัว (Per capita income) ของคนในเวเนซุเอลาพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ของละตินอเมริกาในขณะนั้น และได้มีการจัดตั้งบริษัทน้ำมันของรัฐที่ชื่อว่า PDVSA ขึ้นมาเพื่อควบคุมและดูแลอุตสาหกรรมน้ำมันทั้งหมด
แต่ปัญหาของเวเนซุเอลาในเวลานั้นก็เริ่มโผล่ออกมา เมื่อ “ทั้งประเทศ” เลือกเดินหมากที่จะพึ่งพาเพียง “อุตสาหกรรมเดียว”
เวเนซุเอลามีค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมาเยอะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงจากการส่งออกปริมาณมาก ทำให้ภาคการผลิตอื่นได้รับผลกระทบ เช่น เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ ให้สามารถแข่งขันได้ทัดเทียมกับประเทศอื่น
และเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวเป็นขาลงในช่วงทศวรรษ 1980 จากปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาด ทำให้รายได้ของประเทศหายไปเป็นจำนวนมาก และไม่มีฐานการผลิตอื่นมาทดแทนเศรษฐกิจตรงนี้ได้
แม้จะมีความพยายามในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายเดิมของรัฐเพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้ กลับกลายเป็นการวนลูปที่ทำให้มีหนี้สินพันตัวขึ้นไปอีก
แม้เศรษฐกิจยังคงไปต่อได้ แต่ก็เป็นการสะดุดทางเศรษฐกิจครั้งหนึ่งของประเทศ และเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจเวเนซุเอลาให้โลกเห็น
หลังเหตุการณ์นั้น เวเนซุเอลาได้เดินหมากหลายครั้งที่น่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็น
การแทรกแซงธุรกิจเพื่อกระจายความมั่งคั่งและลดค่าครองชีพ ด้วยการยึดทรัพย์สินบริษัทน้ำมันต่าง ๆ มาเป็นของประเทศ ซึ่งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชน
หรือการกำหนดราคาสินค้าขายปลีกหลายพันรายการที่ต่ำเกินไป ตั้งแต่ข้าวและไก่ ไปจนถึงสบู่และกระดาษชำระ จนผู้ผลิตไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ นำไปสู่การขาดแคลนสินค้า
และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในปี 2014 ที่ราคาน้ำมันโลกร่วงจากกว่า 100 ดอลลาร์ เหลือเพียง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เปิดบาดแผลเดิมของประเทศให้เห็นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะผลกระทบใหญ่กว่ากันมาก
แทนที่จะปรับลดงบประมาณหรือปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่เวเนซุเอลากลับเลือกใช้วิธีการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป และคงนโยบายควบคุมราคาและอัตราแลกเปลี่ยนที่บิดเบือนกลไกตลาด นโยบายเหล่านี้ทำให้เกิดเหตุการณ์การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก พร้อมกับเงินเฟ้อระดับ Hyperinflation
จากที่ 1 ดอลลาร์แลกได้ 4 โบลิวาร์ (สกุลเงินของเวเนซุเอลา) แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น 1 ดอลลาร์แลกได้มากกว่า 90,000 โบลิวาร์
ซ้ำร้ายไปอีกเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา สั่งห้ามบริษัทอเมริกันและบริษัทต่างชาติทำธุรกรรมกับน้ำมันเวเนซุเอลา จากกรณีการยึดกิจการโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และความไม่โปร่งใสของการเลือกตั้ง
มาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระแสเงินสดของรัฐบาล การคว่ำบาตรทำให้เวเนซุเอลาไม่สามารถนำเข้าสารละลายที่จำเป็นสำหรับการผลิตน้ำมันหนัก และไม่สามารถจัดหาอะไหล่มาซ่อมบำรุงโครงสร้างพื้นฐานได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการเทียบท่าในเวเนซุเอลาเพื่อเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย
จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ GDP ของเวเนซุเอลาในช่วงปี 2013 ถึง 2024 หดตัวมากกว่า 68% นับเป็นการถดถอยทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในโลกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดภาวะยากจนระดับที่มีชาวเวเนซุเอลาลี้ภัยออกนอกประเทศมากกว่า 7.9 ล้านคน
เป็นเพียงหนึ่งศตวรรษที่มีการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนสำหรับประเทศหนึ่ง จากประเทศที่มีเพียงอุตสาหกรรมเกษตรทั่วไป สู่ประเทศที่รวยเป็นอันดับต้นของโลกจากการค้นพบน้ำมัน สู่ประเทศที่เศรษฐกิจล้มลงจนยากที่จะลุกขึ้นมาอีกได้


