เวลาพูดถึงจังหวัดเศรษฐกิจ หลายคนจะนึกถึงกรุงเทพฯ เป็นอันดับแรก แต่ถัดจากเมืองหลวงลงมา มีจังหวัดหนึ่งที่เปรียบได้กับ “ชามข้าวใบใหญ่” ของประเทศ คือ ชลบุรี
ชลบุรีไม่ได้มีแค่ทะเลและสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นหัวใจของอุตสาหกรรม การส่งออก และการลงทุนระดับประเทศ เป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้มหาศาลให้กับทั้งคนในพื้นที่และประเทศไทย
จุดเด่นของชลบุรีมีอยู่ 3 มิติหลักด้วยกัน แบ่งเป็น
1) เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของไทย
ชลบุรีคือหัวใจของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเป็นที่ตั้งของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของไทย
ขณะเดียวกันยังเป็นที่มีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ด้วยกันหลายแห่ง เช่น
- นิคมอมตะ อยู่ที่ อ.เมือง มีโรงงานของบริษัทดัง เช่น BMW, Toyota, Mitsubishi Electric, Sony และ Bridgestone
- WHA อยู่ที่ อ.ศรีราชา มีโรงงานของบริษัทดัง เช่น Ford, Mazda, Suzuki และ Continental
- ปิ่นทอง อยู่ที่ อ.ศรีราชา ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและวัสดุส่งออก
- นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อยู่ที่ อ.ศรีราชา มีโรงงานของบริษัทดัง เช่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และสยามมิชลิน (ยาง Michelin)
นอกจากนี้ยังมีโรงงานยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และศูนย์โลจิสติกส์ อีกจำนวนมากที่ตั้งอยู่ในชลบุรี
สรุปง่ายๆ ก็คือ สินค้าที่ผลิตเพื่อส่งออกจำนวนมากของไทยต้อง “เริ่มต้น” หรือ “ผ่าน” ชลบุรีแทบทั้งนั้น
2) มีแหล่งท่องเที่ยวกระจายอยู่หลายอำเภอ
นอกจากเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม ชลบุรียังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่กระจายกันอยู่ในหลายอำเภอ เช่น
- เมือง (บางแสน)
- ศรีราชา
- บางละมุง (พัทยา)
- สัตหีบ
ในแต่ละอำเภอก็จะมีแหล่งท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า สถานบันเทิง และแลนด์มาร์คต่างๆ แตกต่างกันไป ทำให้ธุรกิจภาคการบริการของชลบุรีมีเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีงานอีเวนต์หลากหลาย เช่น งานวิ่งบางแสน ซึ่งจัดแบ่งเป็น 3 งานย่อยในแต่ละปี (10 กม. 21 กม. และ 42 กม.) เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินให้จังหวัดได้ด้วย
3) มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงสุดรองจากกทม
จากทั้งการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและเป็นเมืองท่องเที่ยว ชลบุรีจึงเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสูงสุดเป็นอันดับสองของประเทศไทย รองจาก กทม.
- กทม. มูลค่าเศรษฐกิจราว 6 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของประเทศ
- ชลบุรี มูลค่าเศรษฐกิจราว 1.18 ล้านล้านบาท
ในด้านของรายได้เฉลี่ยต่อหัว ชลบุรีก็สูงสุดเป็นอันดับ 3 เป็นรองเพียงระยอง และกทม.
- ระยอง รายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละ 1 ล้านบาท (ปิโตรเคมี พลังงาน ยานยนต์)
- กทม. รายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละ 6.34 แสนบาท (การเงิน บริการ สำนักงานใหญ่)
- ชลบุรี รายได้เฉลี่ยต่อหัวปีละ 5.98 แสนบาท (อุตสาหกรรม ท่าเรือ ท่องเที่ยว)
ขณะที่การจัดเก็บภาษีของชลบุรีก็สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย รองจากกทม. และสมุทรปราการ
- กทม. จัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 1.2 ล้านล้านบาท
- สมุทรปราการ จัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 1.2 แสนล้านบาท
- ชลบุรี จัดเก็บภาษีได้ประมาณปีละ 8.53 แสนล้านบาท
จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นทั้งศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการผลิตให้ประเทศไทย อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวที่กระจายตัวไปหลายอำเภอ ทำให้ชลบุรีเป็นจังหวัดที่เหมือนเป็นชามข้าวใบใหญ่หรือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทย
เพราะชลบุรีเป็นจังหวัดที่สามารถดึงดูดทั้งเงินจากต่างประเทศและเงินจากนักท่องเที่ยวไหลเข้าพร้อมกันได้


