Tesla (TSLA) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในสหรัฐฯ กลับมาทำรายได้ให้เติบโตได้อีกครั้งในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา หลังจากรายได้หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส
แต่กลายเป็นว่า ยังไม่ได้เป็นข่าวดีเสียเท่าไร เพราะประเด็นที่ตลาดและนักลงทุนจับตามองมอกกว่าคือเรื่องกำไรที่หดตัว ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทต้องทุ่มงบประมาณกับการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างรากฐานในอนาคต
แล้วเรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มาดูกัน
ผลประกอบการไตรมาส 3
Tesla ประกาศรายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.81 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 12% เทียบปีที่แล้ว แบ่งเป็น
- รายได้หมวดยานยนต์ 2.12 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 6%
- รายได้หมวดพลังงาน 2.79 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 44%
- รายได้หมวดบริการและอื่นๆ 3.04 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 25%
แต่กำไรสุทธิกลับอยู่ที่เพียง 1.37 พันล้านดอลลาร์ หดตัว 37% ทั้งที่รายได้ฟื้นตัวกลับมาแล้ว สาเหตุหลักมาจาก
- ราคาขายรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวลง
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารและการลงทุนปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ตลาดยังให้น้ำหนักกับประเด็นที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ที่คาดการณ์ว่ารายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capital Expenditures) จะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026
ทำไม Tesla ถึงต้องเพิ่มงบลงทุน
ตามปกติแล้ว บริษัทที่ยังคงอยู่ในช่วงการเติบโตจะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน (Capital Expenditures) หรือรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อให้สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่หรือเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นทันกับการเติบโตในอนาคต
ในกรณีของ Tesla บริษัทยังจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อแข่งขันกับค่ายอื่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีหรือฟีเจอร์ใหม่ สมรรถนะ และความคุ้มค่า เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดให้คนมาซื้อรถได้
ยิ่งในยุคนี้ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาท บริษัทก็ต้องเพิ่มงบลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาปรับใช้ด้วย
ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายบริหาร และการทำการตลาด ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงไม่แพ้กัน
จึงเป็นเหตุให้ Tesla มีค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Operating Expense) ในไตรมาสที่ 3 ปรับขึ้น 50% และผู้บริหารยังบอกเองอีกว่า รายจ่ายเพื่อการลงทุนจะปรับตัวขึ้นไปอีกในปีหน้า
Tesla มีแผนอะไรบ้าง
นอกเหนือจากการต่อสู้เพื่อเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ยังต้องการไปอีกขั้นในวงการการขนส่งด้วยการมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น
- Robotaxi บริการแท็กซี่ด้วยรถยนต์ไร้คนขับ
- Optimus Humanoid Robot หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในงานพื้นฐาน เช่น การเสิร์ฟอาหาร หรือการช่วยเหลือผู้สูงอายุ
- Full Self-Driving (FSD) เทคโนโลยีที่ช่วยให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เอง โดยผู้ขับแค่นั่งอยู่หน้าพวงมาลัยเฉยๆ
เห็นได้ว่าตัวอย่างเทคโนโลยีใหม่ที่ Tesla กำลังพัฒนา ต้องใช้งบลงทุนสูงมาก ตั้งแต่ค่าจ้างบุคลากรที่มีความสามารถ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการพัฒนา เช่น เทคโนโลยีการผลิตหรือเครื่องจักรในโรงงาน
แล้วบริษัทอื่นใช้งบลงทุนขนาดไหน
สิ่งที่เกิดขี้นกับ Tesla เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ให้เห็นภาพว่า บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือบริษัทที่กำลังขยายตัวจะมีต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนมหาศาล และยิ่งต้องอัดงบเพิ่มขึ้นอีกหากมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสู่ตลาด เช่นเทคโนโลยี AI ที่มาแรงในยุคนี้
เทียบให้เห็นภาพ รายจ่ายเพื่อการลงทุนของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2024
Tesla เพิ่มขึ้น 244%
BYD ลดลง 23%
Xiaomi เพิ่มขึ้น 12%
รายจ่ายเพื่อการลงทุนของหุ้นเทคโนโลยีใหญ่ในสหรัฐฯ ปี 2024
NVIDIA เพิ่มขึ้น 202%
AAPL ลดลง 13%
MSFT เพิ่มขึ้น 45%
AMZN เพิ่มขึ้น 57%
META เพิ่มขึ้น 37%
GOOGL เพิ่มขึ้น 62%
จากข้อมูลเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า บริษัทในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในช่วงที่ต้องใช้งบลงทุนเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ขณะที่บริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนใน AI มีรายจ่ายการลงทุนเพิ่มขึ้นสูงมาก
สรุป
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ พอจะสรุปได้ว่า หากบริษัทต้องการเติบโตหรือต้องการเป็นผู้ชนะในตลาด จำเป็นต้องมีการใช้งบลงทุนเพื่ออนาคตตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลต่อกำไรในช่วงระยะสั้นได้
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่บริษัทเลือกเดิมพันจะกลายเป็นผลสำเร็จ จะกลายเป็นเจ้าตลาด หรือเพิ่มยอดขายได้จริงในระยะยาวหรือไม่
มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะตอบได้


