รู้จักเศรษฐกิจสงขลา เส้นเลือดใหญ่แห่งภาคใต้ กับผลกระทบจากน้ำท่วม

เนื้อหา

ปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในอยู่ภาคใต้ของประเทศไทยมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือสงขลา ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของภาคใต้ เป็นทั้งจังหวัดขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าทางชายแดนกับมาเลเซีย

เศรษฐกิจสงขลาเป็นอย่างไร และผลกระทบน้ำท่วมที่เกิดขึ้นร้ายแรงขนาดไหน 

หาคำตอบได้ที่นี่

รู้จักเศรษฐกิจสงขลา

ภาพรวมของเศรษฐกิจจังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ โดยมีมูลค่า GDP อยู่ที่ 2.51 แสนล้านบาท ในปี 2023 สูงที่สุดในภาคใต้ รองลงมาเป็นสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช ตามข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ขณะที่ GDP Per Capita หรือต่อหัว อยู่ที่ 1.48 แสนบาทต่อคนต่อปี สูงสุดเป็นอันดับ 6 ของภาคใต้

ส่วนตัวเลขประชากรอยู่ที่ 1.7 ล้านคน มากที่สุดในภาคใต้ (อ้างอิงข้อมูลสภาพัฒน์ ปี 2023)

โครงสร้างเศรษฐกิจหลักของสงขลาส่วนหลักเป็นภาคการบริการ (โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก) ด้วยสัดส่วนราว 56% ตามมาด้วยการผลิตอุตสาหกรรม เช่น การเกษตรและอาหารแปรรูป สัดส่วนราว 18%

สงขลาเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดของภาคใต้ โดยสินค้าส่งออกหลัก เช่น ผลิตภัณฑ์ยางพารา (เช่น น้ำยางข้น ถุงมือยาง และยางทีเอสเอ็นอาร์) และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์อื่นๆ)

นอกจากนี้ สงขลายังมีบทบาทหลักในการค้าขายและเป็นเหมือนประตูชายแดนเชื่อมเศรษฐกิจระหว่างไทยกับมาเลเซีย เช่น ตลาดกิมหยงที่หาดใหญ่ ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญและจุดท่องเที่ยวหลัก

เป็นทั้งจังหวัดขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภาคใต้ มีประชากรติดอันดับสูงสุด และเป็นศูนย์กลางทางการค้าทางชายแดนกับมาเลเซีย แค่นี้คงพอเห็นภาพแล้วว่า เศรษฐกิจของสงขลายิ่งใหญ่ขนาดไหน และมีความสำคัญอย่างไร

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ในมุมของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ณ วันที่ 25 พ.ย. ประเมินผลกระทบของน้ำท่วมสงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ ในกรอบเวลา 1 เดือน บนสมมติฐานเหตุการณ์รุนแรงในช่วง 10-15 วันแรก และทยอยลดระดับลงในอีก 10-15 วันต่อมา แบ่งผลกระทบเป็น 2 ส่วน ประกอบไปด้วย

1) ผลกระทบทันทีจากการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เป็นผลกระทบที่พอจะประเมินได้ ในเบื้องต้นคาดว่าเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ในกรอบเวลา 1 เดือน หรือราว 0.13% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศไทย (Nominal GDP) โดยผลกระทบหลักอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งช่วงแรกประสบภัยในแทบทุกพื้นที่ 

ในมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น

  • การบริการและอื่นๆ 1-1.5 หมื่นล้านบาท
  • การเกษตร 6 พันล้านบาท
  • การผลิตและสาธารณูปโภค 4.5-9 พันล้านบาท

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลกระทบจากการเกิดเหตุน้ำท่วมช่วงปลายปี ซึ่งมีกิจกรรมเศรษฐกิจคึกคักตามปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว อีกทั้งอยู่ในช่วงที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานกีฬาซีเกมส์ วันที่ 9-20 ธ.ค. และสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันหลายประเภทกีฬา 

2) ความเสียหายต่อทรัพย์สิน

ผลกระทบส่วนนี้มีความซับซ้อนกว่า เพราะจะทยอยรับรู้หลังการเกิดเหตุน้ำท่วม เช่น ความเสียหายต่ออาคาร รถยนต์ และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

การรับรู้ผลกระทบในส่วนนี้ ทั้งการซ่อมแซม ฟื้นฟู หรือซื้อใหม่ คงจะทยอยใช้เวลา และยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงินออมและความสามารถในการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน ภาวะเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้และคู่ค้าต่างๆ ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงิน ตลอดจนมาตรการจากภาครัฐ

ประเด็นที่น่าคิดจากน้ำท่วม

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในสงขลาและหลายจังหวัดในภาคใต้คงพอเห็นได้ภาพได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีอยู่หลายด้านด้วยกัน

เริ่มจากด้านความเป็นอยู่ของประชาชนที่เดือดร้อนหนัก ต้องหาทางเอาชีวิตรอด และมีผู้สูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดแล้วย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้

ยังมีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก และความเสียหายอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมาย

เป็นที่น่าสนใจว่า หลังจากผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไป การเยียวยาต่างๆ จากภาครัฐจะช่วยเยียวยาและทำให้ทุกสิ่งกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มากน้อยขนาดไหน

ประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือหลังจากนี้ประเทศไทยจะมีแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวอย่างไรบ้าง เพื่อให้สามารถรับมือและป้องกันปัญหาได้อย่างยั่งยืน หรืออย่างน้อยก็สามารถลดผลกระทบและความเสียหายให้บรรเทาลงได้

ไม่ใช่ให้เกิดก่อน เสียหายก่อน แล้วค่อยตามแก้ปัญหาและเยียวยาทีหลัง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

โพสต์ที่แนะนำ