ยุคปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีต่างมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อผลประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งช่วยในการทำงาน ไปจนถึงช่วยสร้างการเติบโตให้รายได้และกำไร
ตามปกติแล้ว บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีจะมีหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม คือ CapEx ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า บริษัทใช้จ่ายเพื่อลงทุนต่อยอดธุรกิจไปแล้วมากน้อยขนาดไหน
CapEx กลายเป็นประเด็นที่นักลงทุนจับตามองในการรายงานผลประกอบการของหุ้นใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา เพราะหลายบริษัทเห็นสัญญาณการปรับขึ้นชัดเจน และบางรายขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ด้วย ทำให้เริ่มมีคำถามกลับมาว่า การเดิมพันกับ AI ขนาดนี้ สุดท้ายจะกลายเป็น “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” หรือไม่
CapEx คืออะไร ทำไมถึงมีความสำคัญ และกลุ่มบิ๊กเทคใช้งบไปขนาดไหน
หาคำตอบได้ที่นี่
CapEx คืออะไร
CapEx ย่อมาจาก Capital Expenditures หรือ ค่าใช้จ่ายลงทุน คือ การลงทุนของบริษัทเพื่อซื้อ ปรับปรุง หรือบำรุงรักษาสินทรัพย์ระยะยาว เช่น อาคาร เครื่องจักร ที่ดิน หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสร้างผลประโยชน์ให้บริษัทในระยะยาว
ลักษณะสำคัญของ CapEx
- สินทรัพย์ระยะยาว : เป็นค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าหนึ่งปี
- การบันทึกบัญชี : บันทึกเป็น “สินทรัพย์” ในงบดุล และจะถูกคิดค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้นๆ เพื่อหักเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเป็นระยะเวลา
- จุดประสงค์ : เพื่อขยายฐานสินทรัพย์ของบริษัท เพิ่มกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ หรือใช้ในการดำเนินงานปกติ เช่น การซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทนเครื่องเก่า
ตัวอย่าง CapEx
- การซื้อที่ดิน อาคาร หรือโรงงาน
- การซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต หรือเครื่องใช้สำนักงาน
- การอัปเกรดระบบคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยี
- ค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตซอฟต์แวร์หรือสิทธิบัตร
CapEx ของบิ๊กเทครอบล่าสุด
ลองไล่ดูประเด็นจาก CapEx ในผลประกาศงวดล่าสุดของตัวอย่างหุ้นใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีที่เพิ่งประกาศออกมา
- Apple: CapEx สำหรับงบปี 2025 ปรับขึ้น 35% และคาดว่าของในงวดปีต่อไปจะปรับขึ้น 12%
- Microsoft: CapEx ไตรมาสล่าสุด อยู่ที่ 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่บริษัทเคยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพราะการลงทุนกับสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น หน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU) และ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนา AI
- META Platforms: CapEx ไตรมาสล่าสุด อยู่ที่ 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์ ขึ้นมากกว่าเท่าตัวเทียบปีที่แล้ว เพราะการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและระบบโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ AI พร้อมกับปรับเพิ่มคาดการณ์ CapEx สำหรับงบปีนี้ และงบปีหน้า
- Amazon: ไม่ได้ระบุ CapEx ที่แน่ชัด มีเพียงให้คาดการณ์ว่า CapEx เต็มปีนี้จะอยู่ที่ราว 1.25 แสนล้านดอลลาร์ ปรับขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ และจะขึ้นไปอีกในปี 2026 เพราะบริษัทต้องลงทุนกับ Amazon Web Services และ AI
- Alphabet: CapEX ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์ ปรับขึ้น 83% เทียบปีที่แล้ว และปรับขึ้นคาดการณ์สำหรับงบปีนี้อยู่ที่ 9.1-9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมระบุว่า จะยิ่งใช้งบลงทุนกับ AI มากขึ้นไปอีกในหลายปีข้างหน้า
- Tesla: CapEx ในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 2.25 พันล้านดอลลาร์ ปรับขึ้น 36% เทียบปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลงทุนกับเทคโนโลยี AI ที่ใช้ในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า ภาพรวมของ CapEx ส่วนใหญ่เป็นการปรับขึ้นทั้งแบบใช้งบสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และปรับขึ้นคาดการณ์สำหรับงบเต็มปีนี้และปีต่อไป
ประเด็นนี้สร้างความกังวลให้นักลงทุนอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากกรณีของ Microsoft, META และ Tesla ที่ราคาหุ้นปรับลงหลังจากการรายงานผลประกอบการ
สรุป
ในมุมมองของบริษัท การลงทุนเพื่อพัฒนาและวิจัยสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และการพัฒนา AI ก็จำเป็นต้องใช้งบประมาณเช่นกัน และยิ่งต้องอัดงบสูงขึ้นไปอีกหากต้องการเป็นผู้นำในตลาดที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ในมุมของนักลงทุน ก็ย่อมมองถึงผลกำไรของบริษัท เช่นเดียวกับผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องที่เหลือมาเพื่อการจ่ายเงินปันผลหรือส่วนต่างราคาหุ้น
บริษัทก็มองว่า การใช้รายจ่ายลงทุนในวันนี้จะเป็นผลประโยชน์ต่อวันข้างหน้าและในระยะยาว แต่นักลงทุนก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาแล้วว่า จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่
ใครจะถูก ใครจะผิด คงต้องดูต่อไปในระยะยาว

