4 เหตุผลส่ง NVIDIA ขึ้นเป็นหุ้นหัวแถวแห่งยุคพัฒนา AI

เนื้อหา

นาทีนี้คงไม่มีหุ้นไหนที่มาแรงกว่า NVIDIA เพราะกลายเป็นหุ้นที่ปรับขึ้นแบบไม่มีพักนับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และล่าสุดทำสถิติใหม่เป็นบริษัทแรกในโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุหลัก 5 ล้านล้านดอลลาร์ เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ Microsoft และ Alphabet ผู้ตามมาเป็นอันดับสองและสาม มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์

ใครจะเชื่อว่า จากบริษัทที่เป็นหัวแถวด้านการ์ดจอ มีชื่อเสียงรู้จักดีในวงการเกมเมอร์และผู้ที่ชอบคอมพิวเตอร์ มาถึงวันนี้ได้กลายเป็นหัวแถวแห่งตลาดหุ้น ด้วยสถานะหุ้นมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดในโลก

NVIDIA ขึ้นมาเป็นหัวแถวได้อย่างไร

หาคำตอบได้ที่นี่

4 เหตุผลส่ง NVIDIA สู่หัวแถวแห่งยุค AI

1) เริ่มจากเป็นผู้ผลิต GPU

เรื่องราวการก้าวเป็นหัวแถวของ NVIDIA เริ่มจากเดิมทีบริษัทเป็นผู้พัฒนา Graphics Processing Unit (GPU) ชิปพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อประมวลผลภาพและวิดีโอโดยเฉพาะ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงผลกราฟิกที่ซับซ้อนและรวดเร็วขึ้น

การทำงานของ GPU จะต่างกับ Central Processing Unit (CPU) ที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ไม่สามารถทำงานประมวลผลสูงเท่า GPU

เพราะฉะนั้น GPU ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ NVIDIA จึงสามารถรองรับการทำงานขั้นสูง เช่น การประมวลผลกราฟฟิก หรือการประมวลผลของ AI

2) อยู่ถูกที่ถูกเวลา

ของจะดีแค่ไหน หากขายผิดที่ หรือผิดเวลา ย่อมไม่มีใครมาซื้อ แต่สำหรับ NVIDIA บอกเลยว่า เป็นการอยู่ถูกที่ถูกเวลาสุดๆ เพราะการเกิดกระแสพัฒนา AI ตั้งแต่ช่วงปี 2023 เป็นต้นมา ส่งผลให้บริษัทต่างๆ แห่กันพัฒนา AI

หมายความว่าความต้องการใช้ GPU และสินค้าของ NVIDIA ก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รายได้และกำไรของบริษัทปรับขึ้นเช่นกัน

นอกเหนือจากรายได้และกำไรที่ปรับขึ้น ราคาหุ้นก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน แซงทุกบริษัทขึ้นเป็นมาร์เก็ตแคปสูงสุดอันดับหนึ่ง

3) ไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์

บางบริษัทเมื่อรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองขายดีอยู่แล้ว หรือมั่นใจในผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว บริษัทนั้นก็จะไม่ปรับตัวหรือพัฒนาสิ่งใหม่ๆ หรือใช้วิธีการอยู่เฉยๆ ต่อไปด้วยการพึ่งความสำเร็จในอดีต แต่อย่างไรก็ดี NVIDIA มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาชิปให้รองรับการทำงานขั้นสูงของ AI ซึ่งทำให้สินค้าของบริษัทเป็นหัวแถวในอุตสาหกรรมได้

4) การสร้างพันธมิตร

ในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ NVIDIA ใช้วิธีการจับมือกับพัฒนามิตรและร่วมลงทุนไปด้วยกัน ซึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีจะอยู่บนระบบโครงสร้างพื้นฐานของ NVIDIA หมายความว่าธุรกิจของบริษัทเองจะได้รับประโยชน์จาก AI ต่อไป ตราบใดที่ทุกบริษัทยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่

มีตัวอย่างพันธมิตรรายใหญ่ของ NVIDIA เช่น Hewlett Packard Enterprise, Google, Amazon Web Services, Dell และ Microsoft

รายได้และกำไร NVIDIA โตขนาดไหน

ลองย้อนดูการเติบโตของ NVIDIA ย้อนหลัง 6 ปีที่ผ่านมา

การเติบโตของรายได้ เทียบรายปี (อิงตามปีงบประมาณของบริษัท)

2020 -6.8%
2021 +52.7%
2022 +61.4%
2023 +0.2%
2024 +125.9%
2025 +114.2%

การเติบโตของกำไรสุทธิ เทียบรายปี

2020 -32.5%
2021 +54.9%
2022 +125.1%
2023 -55.2%
2024 +581.3%
2025 +144.89%

จะเห็นได้ว่า การเติบโตของผลประกอบการปรับขึ้นสูงขึ้นมาในช่วงที่มีการพัฒนา AI โดยเฉพาะของ 2 ปีล่าสุด ซึ่งทั้งรายได้และกำไรสุทธิเติบโตได้เป็นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ปัจจัยที่ควรพิจารณามีอะไรบ้าง

  • ต้องใช้งบประมาณลงทุนสูง : จากการเป็นบริษัทเทคโนโลยีและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ทำให้ NVIDIA จำเป็นต้องใช้งบลงทุนเพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงตัวเลขกำไรสุทธิได้
  • การแข่งขัน : ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยี ย่อมต้องมีคู่แข่งที่พร้อมขึ้นมาเทียบกันอยู่แล้ว ซึ่งอาจหมายถึงการเสียลูกค้าหรือเสียอำนาจในการต่อรองราคาขายสินค้าได้
  • มูลค่าหุ้น : ราคาหุ้นขึ้นมาได้เพราะความคาดหวัง โดยตอนนี้ P/E Ratio อยู่ที่ 56 เท่า ซึ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนหนึ่งให้ความคาดหวังว่า NVIDIA จะเติบโตได้ในอัตราที่สูงต่อไป
  • ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ : ความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจส่งผลกระทบต่อ NVIDIA เช่น มาตรการของสหรัฐฯ ที่จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงให้จีน

สรุป

จากที่เคยเป็นหัวแถวในวงการผู้ผลิตการ์ดจอ รู้จักกันดีในหมู่เกมเมอร์หรือคนรักคอมพิวเตอร์ มาถึงวันนี้ NVIDIA กลายเป็นหัวแถวแห่งตลาดหุ้นตัวจริงเสียงจริงแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทก็ได้ลงทุนและพัฒนาขีดความสามารถและผลิตภัณฑ์เพื่อทำให้รายได้และกำไรมีการเติบโต

อย่างไรก็ดี การก้าวขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ก็มาพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงที่ควรระวัง ต้องดูต่อไปในระยะยาวว่าสถานะของ NVIDIA จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก หรือจะเริ่มสั่นคลอนไปตามกาลเวลา

โพสต์ที่แนะนำ