ทุกคนคงรู้จักตัวละครของ Disney ไม่มากก็น้อย เพราะมีหลายตัวที่อยู่รอบตัวของทุกคน ตั้งแต่ดูภาพยนตร์ผ่านทางจอโทรทัศน์หรือทางสตรีมมิ่งในสมัยนี้ ซื้อตุ๊กตาและของสะสมเกี่ยวกับตัวละคร หรือบางคนอาจเคยไปเที่ยวสวนสนุกมาแล้ว
สาเหตุที่ทำให้ Disney เป็นมากกว่าแค่ตัวละครอยู่ในจอ และมีชีวิตจริงอยู่รอบตัวทุกคนได้ เป็นเพราะการทำธุรกิจของบริษัทที่นำตัวละครมาต่อยอดเป็นสิ่งต่างๆ ที่จับต้องได้จริง
จุดกำเนิดของ Disney คือตัวละคร Mickey Mouse ในปี 1928 ตามมาด้วย Snow White ในปี 1937 เป็นแอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรก ซึ่งทำเงินมหาศาลและกลายเป็นรากฐานของอาณาจักร
เมื่อธุรกิจของ Disney เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จึงมาสร้างเป็นสวนสนุกแห่งแรกอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เริ่มเปิดในปี 1955 เป็นการต่อยอดจากตัวละคนที่อยู่ในหน้าจอให้ออกมาสู่ชีวิตจริงได้
ในช่วงนั้นเองยังเป็นช่วงที่ Disney ขยายธุรกิจอย่างดุดันและได้เข้าตลาดหุ้นครั้งแรกในปี 1986 ใช้ชื่อหุ้น DIS: US และยังได้ขยายสู่ธุรกิจต่อมา คือ “เรือสำราญ”
จุดเริ่มต้นการทำเรือคือการร่วมมือกับ Premier Cruise Lines ทำธุรกิจเรือท่องเที่ยวแบบสวนสนุกและล่องเรือ โดยมีตัวละครและธีมสีตกแต่งตามตัวละครในจินตนาการอยู่บนเรือ แต่ Disney ไม่ได้บริหารจัดการเองทั้งหมด
เมื่อสัญญากับ Premier Cruise Lines สิ้นสุดลง Disney เล็งเห็นว่าเรือสำราญมีโอกาสทำรายได้มหาศาล จึงตัดสินใจทำต่อเอง โดยเริ่มเปิดตัวเที่ยวแรกในปี 1998 เป็นจุดเริ่มต้นที่กลายมาเป็นธุรกิจสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้
นอกจากการปั้นตัวละครของตัวเองแล้ว Disney ในยุคของ Bob Iger ซึ่งเป็น CEO มาตั้งแต่ปี 2005 และยังอยู่มาถึงปัจจุบัน ได้ปรับเปลี่ยนการทำธุรกิจจากเป็นแค่ผู้ผลิตมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์รายใหญ่ของโลก ด้วยการซื้อกิจการอื่นๆ เช่น
- 2006: ซื้อ Pixar เพื่อครองตลาดแอนิเมชั่น 3D
- 2009: ซื้อ Marvel เพื่อเข้าถึงฐานแฟนคลับฮีโร่และสร้าง MCU
- 2012: ซื้อ Lucasfilm เพื่อเป็นเจ้าของ Star Wars
- 2019: ซื้อ 21st Century Fox เพื่อครอบครอง Avatar และคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้น
จากผู้สร้างตัวละคร กลายเป็นผู้ถือครองลิขสิทธิ์รายใหญ่ จุดนี้เองที่กลายมาเป็นรากฐานที่ทำให้ Disney สามารถต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งด้วยการเปิดตัว Disney+ เพื่อสู้กับ Netflix
หุ้น Disney มีธุรกิจอะไรบ้าง
1) Entertainment (ความบันเทิงในและนอกบ้าน) เป็นสิ่งที่คนเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
- แอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่ง Disney+ และ Hulu
- ภาพยนตร์และลิขสิทธิ์ของค่ายในเครือ เช่น Avatar: Fire and Ash และ Zootopia
- โทรทัศน์ดาวเทียม เช่น National Geographic
หมวดนี้มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 45% เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุดและยังมีการเติบโตอยู่บ้าง แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนการผลิตภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสูง อีกทั้งธุรกิจสตรีมมิ่งยังมีการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูง
2) Experiences (ประสบการณ์ที่จับต้องได้) เป็นสิ่งที่นำตัวการ์ตูนออกมาสู่โลกจริง แบ่งเป็น
- ธุรกิจรีสอร์ตและสวนสนุก Disneyland ซึ่งมีทั้งรูปแบบลงทุนเองทั้งหมด ทำรายได้จากค่าตั๋ว ค่าที่พัก และค่าอาหาร กับรูปแบบขายแฟรนไชส์ ทำรายได้จากส่วนแบ่งและค่าลิขสิทธิ์
- เรือสำราญ ซึ่งทำรายได้จากค่าตั๋วและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเรือ
- สินค้าและของเล่น เป็นการขายสิทธิ์ให้บริษัทอื่นไปผลิตสินค้า เช่น Mickey Mouse, Elsa หรือ Spider-Man และ Disney จะได้รับส่วนแบ่ง
หมวดนี้เป็นเหมือนพระเอกที่ทำกำไรให้ Disney ได้มากที่สุด แม้ทำรายได้สัดส่วนประมาณ 38% น้อยกว่าธุรกิจแรก เพราะเป็นสิ่งที่คนต้องยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ของจริง
3) Sports (ESPN) เป็นเครือข่ายกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผลจากการซื้อกิจการอื่นในอดีต ปัจจุบันถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดอเมริกันฟุตบอล มวยล้ำ และบาสเกตบอล มีรายได้เป็นสัดส่วนประมาณ 19% เป็นธุรกิจที่มีต้นทุนลิขสิทธิ์แพง ทำให้การเติบโตอาจไม่หวือหวาเท่าสองธุรกิจแรก
จากทั้งสามหมวดรายได้ จะเห็นได้ว่า Disney ใช้วิธีปั้นตัวละครออกมาเป็นภาพยนตร์ และต่อยอดเป็นสตรีมมิ่ง ตามมาด้วยการทำสินค้าและของเล่นตามตัวละคร และใหญ่สุดคือทำออกมาเป็นสวนสนุกและเรือสำราญให้ได้ทุกคนได้สัมผัสโลกของจริง
มีอีกเรื่องที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในบริษัท Disney คือการเปลี่ยนตัว CEO จาก Iger ซึ่งอยู่กับบริษัทมากว่า 2 ทศวรรษ เป็น Josh D’Amaro
D’Amaro ว่าที่ CEO คนใหม่ เป็นผู้บริหารฝั่งธุรกิจสวนสนุกและเรือสำราญ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำกำไรให้บริษัทมากที่สุด
การเลือก D’Amaro จึงเหมือนเป็นการเปลี่ยนหัวเรือของ Disney ว่าทิศทางในช่วงต่อไป กำลังจะมุ่งไปสู่ธุรกิจที่เป็นเครื่องจักรทำเงินให้กับบริษัทได้มากที่สุด


