กลายเป็นประเด็นใหญ่โตสำหรับวงการบันเทิง เมื่อ Netflix (NFLX: US) ประกาศข้อตกลงซื้อกิจการของ Warner Bros. Discovery (WBD: US)
ความน่าสนใจของข้อตกลงนี้คือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่กำลังครองโลกทุ่มเงินเข้าซื้อกิจการของสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์ดังมากมาย
รายละเอียดคร่าวๆ ของข้อตกลงนี้คือ Netflix จะจ่ายเป็นเงินสดและหุ้นรวมกันเป็นมูลค่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับธุรกิจภาพยนตร์และสตูดิโอ ซึ่งรวมถึง HBO และ HBO Max
ในส่วนนี้ Netflix ระบุว่าจะยังคงธุรกิจเดิมของ Warner Bros. ต่อไป
ส่วนธุรกิจโทรทัศน์ของ Warner Bros. ซึ่งรวมถึงช่อง CNN และ TNT ไม่ได้อยู่ในดีลนี้ โดยจะแยกเป็นบริษัทใหม่ในปีหน้า
อย่างไรก็ดี ดีลนี้ยังเหลือขั้นตอนการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล และการอนุมัติจากผู้บริหารฝั่ง Warner Bros. โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 12-18 เดือน
หากมองในมุมของ Netflix การเข้าซื้อ Warner Bros. เหมือนกับการยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว เพราะฝั่ง WBD ก็มีขุมทรัพย์ที่มีมูลค่า และมีสิ่งที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อ NFLX ได้หลายอย่างเช่นกัน
กระสุนใหญ่ของ NFLX นัดนี้ จะได้นกกี่ตัว และจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
หาคำตอบได้ที่นี่
ทำไม Netflix ถึงขอซื้อ Warner Bros.
ประเด็นของ NFLX สำหรับการซื้อกิจการ WBD สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลัก คือ
1) ลิขสิทธิ์และคลังเนื้อหา
ประเด็นแรกที่ NFLX ได้ประโยชน์เต็มๆ คือเรื่องของลิขสิทธิ์และคลังเนื้อหาของ WBD
ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดดีลนี้ เพราะ WBD เป็นเจ้าของเนื้อหาดังที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดี เช่น
- Harry Potter
- DC Universe (เช่น Batman และ Superman)
- The Wizard of Oz
- Game of Thrones
- The Sopranos
เมื่อรวมกับของ NFLX ซึ่งมีเนื้อหาดัง เช่น
- Wednesday
- Money Heist
- Bridgerton
- Adolescence
- Extraction
หมายความว่า การซื้อกิจการของ WBD ก็เหมือนกับการได้ลิขสิทธิ์เนื้อหาดังเข้ามาครอบครอง ซึ่งต้องดูต่อไปว่า NFLX จะใช้ประโยชน์จากข้อนี้อย่างไร
NFLX จะมีทางเลือกในการทำรายได้มากขึ้น เช่น ดึงเนื้อหาบางส่วนของ WBD เข้าแพลตฟอร์ม และปรับขึ้นราคาบริการ หรืออาจเป็นการทำแพ็กเกจใหม่ จ่ายครั้งเดียว ดูได้ทั้ง 2 แพลตฟอร์ม ในราคาที่สูงขึ้น
ในเวลานี้ยังไม่มีใครทราบได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีของดีเพิ่มเข้ามาอยู่ในคลังของตัวเองแล้ว ก็มีความได้เปรียบอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
2) การซื้อคู่แข่งเข้ามาเป็นพวกตัวเอง
จริงอยู่ว่า NFLX เป็นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมสตรีมมิ่ง แต่ก็ยังมีคู่แข่งรายอื่น เช่น Amazon Prime Video, Disney+, Apple TV+ และ HBO Max
การดึงหนึ่งในคู่แข่งอย่าง HBO Max เข้ามาเป็นธุรกิจเครือเดียวกัน หมายความว่า NFLX ตัดคู่แข่งออกไปได้แล้ว และจะยิ่งได้เปรียบเหนือคู่แข่งรายอื่นมากขึ้นอีกด้วยปัจจัยด้านเนื้อหาและลิขสิทธิ์ตามข้อที่หนึ่ง
หรืออย่างน้อย ก็ทำธุรกิจแข่งขันก็ต่อไป แต่เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งกันทำรายได้เข้าธุรกิจตัวเอง
3) ความสามารถในการผลิต
NFLX มีสัดส่วนการผลิตเนื้อหาด้วยตัวเองมากขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา และมีเนื้อหาหลายเรื่องที่ได้รับความนิยม ขณะที่ WBD มีธุรกิจสตูดิโอเกินกว่าศตวรรษแล้ว
การซื้อกิจการของ WBD ช่วยให้ NFLX สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ เช่น บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และความสามารถในการผลิต เพื่อช่วยเสริมสร้างความสามารถในการผลิตเนื้อหาต่อไปได้
ยังไม่รวมกับอำนาจต่อรองในการเจรจากับคู่ค้าหรือพันธมิตรที่จะดึงเข้ามาในกระบวนการผลิตอีกด้วย
4) การบริหารต้นทุน
NFLX ระบุในแถลงการณ์ว่า การซื้อ WBD จะช่วยประหยัดต้นทุนประมาณปีละ 2-3 พันล้านดอลลาร์ หลังจากเข้าซื้อกิจการเป็นปีที่ 3
นอกจากนี้ การรวมธุรกิจเป็นเครือใหญ่ยังช่วยสร้างความได้เปรียบในการเจรจาผลประโยชน์กับฝ่ายอื่นๆ เช่น ผู้ซื้อโฆษณา พันธมิตร และกลุ่มคนทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง
ทั้งหมดนี้คงพอเห็นภาพว่า ทำไมการซื้อกิจการ WBD เปรียบได้เหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว
แค่ทุ่มทุนในข้อตกลงครั้งนี้ NFLX ได้มาทั้งลิขสิทธิ์เนื้อหาดัง ได้ซื้อคู่แข่งเข้าเป็นชายคาเดียวกัน ได้เข้าถึงสตูดิโอที่มีความสามารถ และยังได้บริหารต้นทุนในอนาคตอีกด้วย
หากผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากทางการ และปิดดีลได้สำเร็จ ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าสองบริษัทที่ผนึกกำลังกันใหม่จะพาตัวเองไปได้ถึงจุดไหน
และอุตสาหกรรมบันเทิงในอนาคตจะเป็นอย่างไร


