หุ้น 3M Company เจ้าของ Scotch-Brite, Post it บริษัทผลิตสากกะเบือยันเรือรบ

เนื้อหา

ทุกคนน่าจะรู้จัก “สก๊อตช์-ไบรต์” “โพสต์-อิท” หรือ “สก๊อตช์เทป” ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน แต่อาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่เรียกจนติดปากกันมานานกว่า 40 ปี เป็นบริษัทใหญ่จากสหรัฐฯ ที่มียอดขายปีละกว่า 8 แสนล้านบาท

บริษัทนั้นคือ 3M Company (หุ้น MMM: US) มีมูลค่าตลาด 7.64 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว 3M เคยเกือบล้มละลาย เพราะตั้งบริษัทขึ้นมาในปี 1902 เพื่อทำเหมืองแร่คอรันดัมเพื่อส่งให้ผู้ผลิตกระดาษทราย แต่ขุดเจอหินไม่มีราคา จึงทำอะไรต่อไม่ได้

ไม่กี่ปีต่อมาก็เปลี่ยนทาง จากขุดแร่ กลายเป็นผู้ผลิตเอง โดยนำแร่ที่มีอยู่พัฒนาเป็นสินค้าชิ้นแรก คือ “กระดาษทราย”

ในปี 1914 3M ออกผลิตภัณฑ์ตัวแรก เป็นกระดาษทรายน้ำ ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่มีเทคโนโลยีนี้ออกมา และได้ผลตอบรับดีมาก เพราะก่อนหน้านั้นมีคนงานเป็นโรคปอดมากมายจากฝุ่นที่ฟุ้งจากการขัดสีรถยนต์ด้วยกระดาษทรายแบบเก่า

อีกจุดเปลี่ยนต่อมาคือการค้นพบ “เทปกระดาษกาว” ในปี 1925 เพราะมีพนักงานของบริษัททำวิจัยจนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา

หลังจากนั้น 3M ก็กลายเป็นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ออกมาเพิ่มอีกมากมาย จนมีหลายอย่างที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนไปแล้ว

นอกจากตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในข้างต้น 3M ยังมีของอื่นที่อยู่รอบตัวทุกคน เช่น 

  • พลาสเตอร์ปิดแผล
  • แผ่นแปะสิว
  • หน้ากากอนามัย N95
  • แชมพูล้างรถ
  • น้ำยาเคลือบเงา
  • แว่นตานิรภัย

กลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการแพทย์ เช่น

  • หูฟังทางการแพทย์
  • แผ่นปิดแผลกดทับ
  • ลวดจัดฟัน
  • วัสดุอุดฟันสีเหมือนฟันธรรมชาติ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ขั้นสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมหนักหรือเทคโนโลยีอวกาศ เช่น

  • เมล็ดแก้วกลวงขนาดจิ๋วใช้ผสมในชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดน้ำหนักรถ ทำให้วิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
  • วัสดุเซรามิกขั้นสูงที่นำความร้อนได้ดีเยี่ยมแต่เป็นฉนวนไฟฟ้า ใช้ในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ความเร็วสูง
  • ฟิล์มติดจอสมาร์ทโฟนหรือทีวี ช่วยเพิ่มความสว่างได้โดยไม่ต้องเพิ่มกำลังไฟ
  • กาวโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าการเชื่อมเหล็ก ใช้ติดปีกเครื่องบินหรือตัวถังเครื่องบิน

รวมกันแล้ว 3M มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 60,000 รายการ หากจะบอกว่าบริษัทนี้ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ” ก็คงไม่ผิดนัก

กลุ่มสินค้าที่เป็นรายได้หลักคือกลุ่มอุปกรณ์ป้องกันและอุตสาหกรรม เป็น 46% ของรายได้ทั้งหมด

รองลงมาคือกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ 33% ของรายได้ทั้งหมด

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 20% ของรายได้ทั้งหมด

แล้วรายได้และกำไรของ 3M อยู่ที่เท่าไร?

ในงบปี 2025 รายได้อยู่ที่ 24,948 ล้านดอลลาร์ (ราว 819,000 ล้านบาท) และกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,250 ล้านดอลลาร์ (ราว 107,000 ล้านบาท) 

ผลิตภัณฑ์บางชิ้นอาจดูเป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ เช่น แผ่นแปะสิว เทปกาวใส หรือฟองน้ำล้างจาน บางชิ้นอาจราคาไม่กี่สิบบาท แต่ในแง่ของรายได้ ก็สามารถทำได้ถึง 8 แสนล้านบาท จากการส่งขายทั่วโลก

ธุรกิจ 3M เป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่และพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อยู่เสมอ

ประเด็นสำคัญคือมีฐานการผลิตในประเทศไทยด้วย เป็นการตั้งโรงงานภายใต้ชื่อ บริษัท 3เอ็ม ประเทศไทย จำกัด

มีโรงงานอยู่ 3 แห่งหลัก อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมปิ่นทอง และจ.ปทุมธานี

โรงงานในไทยใช้ในการผลิตสินค้าใช้ในบ้าน เช่น สก๊อตช์-ไบรต์ และโพสต์-อิท ไปจนถึงวัสดุซับเสียงยานยนต์ ส่งออกไปขายทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

หากดูผิวเผินคงเกิดคำถามว่า ทำไมประเทศไทยก็ผลิตของเหล่านี้ได้ แล้วทำไมถึงปั้นธุรกิจเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกเหมือนอย่าง 3M ไม่ได้บ้าง?

คำตอบคือ 3M อยู่ในขั้น “ต้นน้ำ” ครอบครองเทคโนโลยีพื้นฐานกว่า 51 ด้าน เช่น วัสดุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งสามารถนำไปแตกแขนงเป็นสินค้าได้หมื่นๆ ชนิด

ขณะที่โรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ “ปลายน้ำ” คือนำวัสดุที่คิดค้นมาแล้วมาประกอบเป็นรูปเป็นร่าง ไม่ได้ครองสูตรลับตั้งแต่แรก

เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า หากมีทรัพยากรอยู่แล้ว แต่ถ้ามีเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และทุนต่อยอด ก็สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อย่างมหาศาล

จากขายของใช้ทั่วไปชิ้นละไม่กี่บาท ก็สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสูง สร้างเป็นธุรกิจที่มียอดขายปีละ 8 แสนล้านบาทได้

โพสต์ที่แนะนำ