ทำความรู้จักกับงบประมาณแผ่นดินแบบเข้าใจง่าย ประเทศไทยใช้งบประมาณปีละเท่าไร ต้องกู้เพิ่มเท่าไร และทุกคนสามารถดูข้อมูลได้ทางไหน แบบสรุปจบในโพสต์เดียว
ลองสมมติว่าประเทศไทยเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีลูกบ้านราว 66 ล้านคน แน่นอนว่าการจะให้หมู่บ้านมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีป้ายหมู่บ้านสว่างและชัดเจน ไฟสว่างตลอดทาง มีน้ำประปาใช้ และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน ซึ่งเก็บมาจากลูกบ้านหรือประชาชน
เงินที่เก็บมาได้จากทุกช่องทาง รวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ ก่อนนำไปทำบริหารงานและตอบแทนให้ลูกบ้าน เรียกว่า “งบประมาณแผ่นดิน” ซึ่งสามารถอธิบายรายละเอียดในมุมต่างๆ ได้เป็นดังนี้
รู้จักงบประมาณแผ่นดิน เงินภาษีของทุกคน จ่ายแล้วได้อะไรกลับมาบ้าง
1) ที่มาของงบประมาณแผ่นดิน
เริ่มจากเรื่องที่มาของงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้เอง จึงต้องหารายได้เข้ารัฐ ซึ่งมีอยู่ 3 ช่องทาง คือ
- ภาษีสรรพากร : เป็นช่องทางหลัก มีทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นส่วนที่ทุกคนจ่ายภาษีเข้ารัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ภาษีอื่นๆ : ภาษีนำเข้าสินค้า ภาษีเหล้า-บุหรี่ และภาษีน้ำมัน
- รัฐวิสาหกิจและรายได้อื่นๆ : กำไรจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่ต้องนำส่งเข้ารัฐ เช่นการไฟฟ้า การประปา กองสลาก หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ
2) งบประมาณแผ่นดินแบ่งเป็นใช้ทำอะไรบ้าง
เมื่อมีเงินเข้ามาแล้ว รัฐบาลก็ต้องวางแผนว่าแต่ละปีจะแบ่งเป็นใช้จ่ายกับเรื่องอะไรบ้าง โดยในปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยใช้งบทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาท
ปกติแล้วงบประมาณแผ่นดินจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจ และแบ่งตามกลุ่มงบประมาณ
แบ่งตามลักษณะเศรษฐกิจ เช่น
- งบค่าจ้างและบุคลากร : เงินเดือนครู หมอ ตำรวจ ทหาร และข้าราชการทั่วประเทศ อยู่ที่ประมาณ 8.82 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วน 23% ของงบประมาณทั้งหมด
- งบชำระหนี้ : ส่วนนี้คือหนี้ที่เกิดจากการกู้เงินเข้ามาเพราะตั้งงบประมาณขาดดุล แบ่งเป็นงบสำหรับการชำระคืนเงินต้น 1.16 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วน 3% และงบสำหรับการจ่ายดอกเบี้ย (ทั้งในและต่างประเทศ) 2.51 แสนล้านบาท เป็นสัดส่วน 7%
- งบอุดหนุน : เป็นการจัดสรรงบเพื่ออุดหนุนให้กลุ่มต่างๆ เช่น รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงิน รวมทั้งหมด 8.31 หมื่นล้านบาท เป็นสัดส่วน 2%
แบ่งตามกลุ่มงบประมาณ ตามนิยามแบบกว้างๆ ของงบประมาณ แบ่งเป็น
- รายจ่ายประจำ 2.65 ล้านล้านบาท สัดส่วน 70%
- รายจ่ายลงทุน 8.62 แสนล้านบาท สัดส่วน 23%
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท สัดส่วน 4%
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 1.24 แสนล้านบาท สัดส่วน 3%
แต่ถ้าให้ดูแบ่งตามกลุ่มงบประมาณอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจน ถ้าลองเปลี่ยนเป็นแยกงบประมาณตามกระทรวงหรือหน่วยงาน จะเห็นภาพได้ง่ายขึ้น โดยหน่วยงานที่ได้รับงบสูงสุด คือ
- งบกลาง 6.33 แสนล้านบาท สัดส่วน 17% คืองบที่แบ่งไว้เป็นกองกลาง รวมถึงการจ่ายเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และการดูแลรักษาพยาบาลข้าราชการ ไปจนถึงงบสำรองจ่ายเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม และงบกระตุ้นเศรษฐกิจในกรณีจำเป็น
- กระทรวงการคลัง 3.99 แสนล้านบาท สัดส่วน 11% ส่วนใหญ่เป็นการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ที่เกิดจากการขาดดุลที่ผ่านมา ส่วนที่เหลือคือนำไปใช้จ่ายในกรมและหน่วยงานต่างๆ
- กระทรวงศึกษาธิการ 3.55 แสนล้านบาท สัดส่วน 9% ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น ค่าจ้างครูและบุคลากรในสถาบันการศึกษา แต่งบที่กระจายให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จะอยู่ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
- กระทรวงมหาดไทย 2.99 แสนล้านบาท สัดส่วน 8% เงินส่วนใหญ่ส่งต่อไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเพื่อนำไปใช้ด้านต่างๆ เช่น อุดหนุนอบต. อุดหนุนโรงเรียนในสังกัดเทศบาล และการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ
- กระทรวงกลาโหม 2.04 แสนล้านบาท สัดส่วน 5% ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากร เช่น นายพล นายทหาร ครอบคลุมทั้ง 3 เหล่าทัพ (บก เรือ และอากาศ) ไปจนถึงงบจัดซื้อและบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ และงบดำเนินงานโครงการพิเศษ เช่น ภารกิจชายแดนภาคใต้ และงบสนับสนุนเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติ
งบประมาณขาดดุล คืออะไร
ทุกคนจะได้ยินคำว่า “งบประมาณขาดดุล” ทุกปี ซึ่งความหมายแบบง่ายและตรงตัวที่สุดคือ ประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้ต้องกู้เงินมาสำหรับการใช้ในงบประมาณด้านต่างๆ
เช่น กรณีของปี 2569 ไทยตั้งงบประมาณมีรายจ่ายทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาท
แต่มีรายได้สุทธิ หมายถึงเงินที่เก็บมาได้จากทุกคนและทุกหน่วย อยู่ที่ 2.92 ล้านล้านบาท
ยังขาดอยู่ 8.6 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนนี้รัฐต้องไปกู้ยืมมา และทยอยใช้คืนในไปต่อๆ ไป
การดูหนี้ว่าสูงหรือไม่สูง ต้องเทียบอย่างไร?
อันดับแรกคือการดูเทียบเพดานหนี้ ซึ่งจะมีพ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ไว้ควบคุมการบริหารงบเพื่อไม่ให้รัฐบาลนำไปใช้จ่ายจนเกินตัวและมีภาระหนี้ไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน โดยใช้เกณฑ์หนี้สาธารณะเทียบกับ GDP
ไทยเคยแก้เพดานหนี้ครั้งล่าสุดคือในปี 2564 (ช่วง COVID-19) จาก 60% เป็น 70% โดยใช้เหตุผลว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเกิดวิกฤตโรคระบาด
สถานะปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเทียบกับ GDP อยู่ที่ประมาณ 65% ขยับใกล้เพดานที่แก้ใหม่แล้ว
อันดับสองคือดูเทียบชาติอื่นๆ
ในความเป็นจริงแล้วถ้าเทียบชาติอื่น สัดส่วนหนี้ของไทยถือว่ายังอยู่ในระดับกลางๆ โดยกลุ่มที่มีหนี้สูง เช่น
- ญี่ปุ่น 237%
- ซูดาน 222%
- สิงคโปร์ 176%
- เวเนซุเอลา 164%
- กรีซ 150%
- สหรัฐฯ 125%
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกู้เพิ่มได้ตามใจชอบ เพราะต้องจับตาว่ากู้มาแล้วคุ้มค่าหรือไม่ หรือนำไปสร้างรายได้กลับคืนมาให้ประเทศได้หรือไม่ เพราะเมื่อกู้มาแล้วหมายถึงว่าทุกคนในหมู่บ้านต้องช่วยกันรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ไปด้วย
สามารถดูงบประมาณได้ทางไหนบ้าง
ความจริงแล้วเรื่องงบประมาณแผ่นดินไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย โดยมีช่องทางสำหรับการค้นหาเอกสารและข้อมูลได้ เช่น
- สำนักงบประมาณ คือผู้ดูแลจัดทำงบประมาณต่างๆ มีเอกสารงบประมาณรายรัย-รายจ่ายแบบละเอียด และมีงบฉบับประชาชนให้เข้าใจง่าย ดูได้ทางเว็บไซต์ : http://www.bb.go.th
- WeVis คือเว็บไซต์ภาคประชาชนที่นำข้อมูลจากสำนักงบประมาณมาสรุปให้ดูง่ายขึ้น ดูได้ทางเว็บไซต์ : wevis.info
- สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีตัวเลขยอดหนี้ต่างๆ และแผนการกู้เงินของรัฐบาล ดูได้ทางเว็บไซต์ : http://www.pdmo.go.th
- ธนาคารแห่งประเทศไทย มีรายงานสถิติหนี้ต่างประเทศ และภาพรวมเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ ดูได้ทางเว็บไซต์ : http://www.bot.or.th
แต่ละแหล่งที่มาก็จะมีข้อมูลต่างๆ ที่ทุกคนสามารถค้นหาและตรวจสอบการใช้งบประมาณได้ตามประเด็นที่สนใจ
หรือถ้าใครสงสัยเรื่องแถวบ้าน เช่น ทำไมถนนไม่ดี หรือทำไมซ่อมท่อบ่อย ก็สามารถค้นหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบประมาณของหน่วยงานท้องถิ่นหรืออบต. ของแต่ละพื้นที่ เพื่อดูว่าได้งบมาเท่าไรและใช้คุ้มค่าหรือไม่
เพราะเรื่องงบประมาณไม่ใช่แค่เรื่องของรัฐหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในประเทศ สามารถกำหนดทิศทางอนาคตและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวทุกคนได้


